IDE คืออะไร เกี่ยวกับการเขียนโปรแกรมได้อย่างไร
ผมเองคือคนนึงที่เคยสงสัยว่า IDE คืออะไร โดย IDE ที่กำลังพูดถึงนี้ ไม่ได้หมายถึงมาตรฐานการรับส่งข้อมูลแบบหนึ่งใน computer นะครับ แต่ที่กำลังพูดถึง IDE ที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับงานเขียนโปรแกรม

IDE คืออะไร IDE ย่อมาจาก integrated development environment หรือถ้าเอาแปลเอาทื่อๆ IDE คือ ส่วนเสริมของระบบการพัฒนา ซึ่งแน่นอนว่าคำแปลนี้คงไม่ได้ช่วยให้เข้าใจ(แล้วจะพูดทำไม....) ถ้าเอาให้เข้าใจ IDE คือ องค์ประกอบหรือตัวช่วยต่างๆ ที่จะคอยช่วยเหลือ developer หรือช่วยเหลือคนที่พัฒนา Application ต่างๆนั่นเอง เพื่อเสริมให้เกิดความรวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำ ตรวจสอบระบบที่จัดทำได้ทั้งเชิงลึกหรือตื้น ทำให้การพัฒนางานต่างๆของเรานั้นเร็วมากขึ้นนั่นเอง

ยกตัวอย่าง IDE หน่อย.... คำแปลหรือความหมายยังไม่เข้าใจ ... ได้ครับเราจัดให้ เอาตัวอย่างที่ใกล้ตัวที่สุดก็แล้วกัน เครื่องทุกคนก็คงมี notepad ใช่ไหมครับ ที่มันเป็นโปรแกรมให้เราพิมพ์ตัวหนังสือลงไปได้ธรรมดา จัดรูปแบบไม่ได้ หรือว่าเรียกว่า text editor นั่นล่ะครับ และคนทำเว็บก็คงจะรู้จักอีกตัวเช่นกัน ก็คือ Editplus ซึ่งจริงๆมองมันว่าเป็น text editor ก็ได้ หรือว่าเราจะมองว่ามันเป็น IDE กลายๆก็ได้ เพียงแต่ว่า editplus เพรียวๆที่เราใช้กันยังไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็น IDE ได้เต็มๆนัก(แต่ในเว็บผู้ผลิตก็เรียกว่าเป็น IDE นะ) ลองนึกถึงความต่างดูนะครับ ระหว่าง notepad กับ editplus มันต่างกันตรงไหนบ้าง อันนี้คือเป็นการอธิบายให้เห็นภาพมากที่สุดในข้อจำกัดนะครับ เพราะว่าหลายท่านอาจจะไม่เคยใช้ IDE จริงๆเลยอาจจะนึกไม่ออกว่าจริงๆแล้ว IDE มันเป็นอย่างไรแน่

แต่ว่าโดยปกติ IDE จะต้องประกอบด้วยส่วนต่างๆดังต่อไปนี้ครับ
1.Source code editor
2.compiler หรือ interpreter

นั่นคือขั้นต่ำ แต่ที่นอกเหนือจากนั้นคือความต่างของ IDE แต่ละตัวแล้วครับ ว่าใครจะทำมาเอื้อต่อการทำงานของ developer ได้มากกว่ากัน เช่นบางตัวจะมีส่วน debugger หรือว่าส่วน syncronize ไฟล์ หรือส่วนการจัดการ project file ฯลฯ แล้วแต่ว่า IDE คนนั้นจะขยันใส่ option ให้เราได้มากเท่าไร

Source Code Editor ที่เป็นส่วนนึงของ IDE คงไม่ต้องพูดนะครับว่ามันก็คือ Text Editor นั่นล่ะครับ มองว่าเป็น notepad ก็ไม่ผิดหรอก ทำหน้าที่เดียวกันเลย แต่ว่าตัวที่ติดมากับ IDE ความสามารถจะเหนือว่า เช่นว่า
- hilight สีของคำสั่ง ตัวแปร function หรือค่าต่างๆในโค้ดได้ เช่นตัวแปรสีส้ม comment เป็นสีเขียว
- auto suggest เช่นว่าเรากำลังจะพิมพ์ function strtolower แต่เพียงแค่เราพิมพ์ str ตัว text editor ก็จะขึ้น function ทั้งหมดที่ขึ้นต้นด้วย str ขึ้นมาให้เราเลือกทันที
- ตรวจสอบ syntag ได้ สมมุตว่าเราพิมพ์ function strtolower เป็น strolower โดยที่เราไม่ทันสังเกต แต่ text editor ก็จะเตือนเราทันทีว่าบรรทัดนี้ผิด หรือว่าลืมปิดคำสั่งด้วยเครื่องหมาย ; ก็เตือนเราได้เช่นกัน
- จัดการ format การเขียนโปรแกรมได้ ลองนึกตัวอย่างว่าเวลาเราพิมพ์อะไรใน notepad แล้วเรากด enter ขึ้นบรรทัดใหม่มันก็จะมาชิดซ้ายสุด แต่ว่า text editor ใน IDE จะจัดย่อหน้าให้อย่างสวยงาม
- ฯลฯ เพราะว่ามันมีลูกเล่นเยอะเพื่อช่วยเหลืองานเรานั่นเอง

Compiler หรือ Interpreter ถ้าคนที่ไม่เคยเรียนคอมพิวเตอร์ หรือการทำงานของคอมพิวเตอร์มาอาจจะงง ว่ามันคืออะไร ก็เล่าคร่าวๆเพื่อความเข้าใจครับ ว่าปกติแล้วคอมพิวเตอร์เราทำงานด้วยสัญญาณไฟฟ้าครับ คือเวลาอุปกรณ์ในเครื่องเราแต่ละชิ้นทำงานพูดคุยกัน มันจะคุยกันด้วยสัญญาณไฟ 0 หรือ 1 โดย 0 ก็คือไม่มีไฟ 1 คือมีไฟ โดยจะสลับกับ เช่น 0001 1000 1101 หรืออื่นๆก็ว่ากันไปเป็นต้น นี่ล่ะครับ ที่คอมพิวเตอร์เข้าใจจริงๆ แต่ว่าเวลาที่คนเราเขียนโปรแกรม เราจะไม่สามารถเขียนให้เป็น
00010111 11011100 หรืออะไรแบบนี้ได้ จึงเริ่มมีการแปลงตัวเลขพวกนี้ให้เป็นภาษาคนมากขึ้น คือภาษา Assembly ซึ่งเป็นภาษาที่คนเริ่มอ่านออกแล้ว แล้ว simple ที่สุดที่จะใช้เพื่อการแปลงลงไปเป็นคำสั่งของ computer ให้ทำงานต่างๆ ลองดูตัวอย่างของ ภาษา Assembly ได้ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/Assembly โดยหากท่านเคยเขียนโปรแกรมหรือเขียนเว็บต่างๆมา ก็จะทราบว่ามันเป็นภาษาที่เราอ่านออกเช่น
if($haveuser){
echo "มีคนอยู่";
}
เป็นต้น ซึ่งแน่นอน ภาษานี้คนเข้าใจแต่คอมไม่เข้าใจ จึงต้องอาศัย Compiler หรือ interpreter ช่วยในการแปลงจากภาษาคนตัวอย่างไปเป็น Assembly เพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจคำสั่งของเราและทำงานได้ต่อไปนั่นเอง
ทั้งหมดนี้ก็รวมรวมเข้ามาเพื่อให้เป็น IDE นั่นเอง

และก็อย่างที่ได้บอกเอาไว้แล้วว่า IDE หลายตัวมี function การทำงานที่ดีมากกว่านั้น ซึ่งนั่นก็จะช่วยให้เราทำงานได้เร็วขึ้นนั่นเอง

IDE ที่ฟรี มีหลายตัวครับ
  • ActiveState Komodo Edit
  • Aptana
  • Eclipse
  • Emacs
  • Geany
  • jEdit
  • Nano
  • NetBeans
  • Pico
  • Vim
แล้วในครั้งหน้าผมจะมาเล่าการใช้งาน IDE ที่ผมใช้ครับ รับรองช่วยงานเขียนเว็บให้เร็วขึ้นได้อย่างแน่นอน เพราะผมก็ใช้อยู่ทุกวัน แต่ถ้าคิดว่าเป็น dreamweaver นั่นล่ะก็ผิดครับ นานหลายเดือนแล้วที่ผมเลิกใช้ Dreamweaver ครับ(หรืออาจจะเกือบปีแล้ว)
ที่มา : http://web.meewebfree.com
 
แนะนำการใช้ และปรับแต่ง WAMP เพื่อความสุดยอด ของ Server จำลอง

หลังจากที่เราลง WAMP เรียบร้อย ตามบทความแนะนำการติดตั้ง WAMP แล้วนะครับ ก็ยังต้องมีการปรับแต่งอีกเล็กน้อย เพื่อให้สุดๆ แต่ในความเป็นจริงก็สามารถใช้งานได้ทันทีนั่นล่ะครับ ไม่ต้องปรับ ไม่ต้องแต่ง แต่เพื่อความ perfect เราต้องปรับแต่งกันนิดนึง

สำหรับหัวใจการปรับแต่ง จุดเริ่มต้น และจุดจบ อยูที่เดียวกัน(เอ๊ะ...คุ้นๆ) คือที่นี่ครับ

icon wamp สำหรับปรับแต่ง wamp

หรือ icon ที่อยู่ มุมขวาล่าง ใน taskbar นั่นเอง ให้เอาเม้าส์ไปคลิกเลย จะเจอเมนูดังนี้ครับ

เมนู โปรแกรม wampเราจะมาร่ายแต่ละเมนูโดยละเอียดกันเลยนะครับ เริ่มจาก

1.localhostmenu wamp localhost
เมนูนี้ใช้เพื่อการเปิด หน้า localhost อย่างรวดเร็ว เพราะคลิกแค่ครั้งเดียว ก็จะเปิด internet explorer หรือ Firefox ขึ้นมา พร้อมหน้า localhost ให้ทันที ทำให้เราเปิดหน้าเว็บได้อย่างเร็วขึ้น ไม่ต้องมานั่งจิ้มๆพิมพ์ เดี๋ยวไม่ทันกิน อิๆๆ

2.phpMyAdminmenu wamp phpMyAdmin
ใช้เพื่อการเปิดหน้า phpMyAdmin ที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลขึ้นมาทันที ไม่ต้องมาเปิด browser เพื่อนั่งพิมพ์ให้เสียเวลาเลย

3.SQLitemanagermenu wamp SQLitemanager
บางคนอาจจะพึ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก ว่ามันคืออะไร??? มันคือตัวจัดการ SQL ที่คล้ายกับ MySQLใช้จัดการ SQLi ครับ ทำหน้าที่เดียวกับ phpMyAdmin แต่เราๆท่านๆไม่ได้ใช้กันหรอกครับ

4.www directorymenu wamp www directory
ก็เป็นปุ่มลัด ที่คลิกครั้งเดียว เข้าไปที่ directory root ของเครื่องเราเลยครับ ซึ่งของเดิมหากตอนติดตั้งไม่ได้ปรับค่าอะไร คือที่ C:\\wamp\\www นั่นเอง

5.log file menu wamp log
ก็จะเป็นเมนูเพื่อเรียกดู log file น่ะครับ ว่ามีการทำงานอะไรอย่างไรบ้าง แต่จะเก็บส่วนที่เกิด error เท่านั้นครับเป็น error จากตัว service เท่านั้นนะครับ ไม่เกี่ยวกับerror ที่หน้าเว็บครับ

6.config filemenu wamp config service
ใช้เพื่อการ config ขั้นสูงครับ

7.apache modulemenu wamp select apache module
ใช้ในการ config httpd.conf ในข้อ 6 ด้านบนนั่นล่ะครับ แต่แยกออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน และคลิกเปิดหรือปิดได้ง่ายกว่าเป็นตัวหนังสือเยอะ
สำหรับข้อนี้ ให้เราติ้กถูกเพิ่ม ในหัวข้อ php5_module ครับ(คลิกที่เมนูนี้มันจะแตกย่อยออกมา ถ้าเลือกอยู่แล้วไม่ต้องเลือกซ้ำครับ เพราะว่ามันจะกลายเป็นปิด แต่ถ้ากดเปิดแล้ว ต้องรอมัน restart service สักครู่ด้วยนะครับ)

8.php settingmenu wamp php setting
เป็นการตั้งค่าใน php.ini ของข้อ 6 นั่นเองครับ แต่ทำได้อย่างสะดวกกว่าเยอะเลย เพราะว่าหลายคนที่มีปัญหาเรื่อง register globals นั้น เราก็สามารถสั่งเปิดหรือปิดได้ที่ menu นี้เลยครับ เพียงแค่คลิกเดียวเท่านั้น แต่เราแนะนำให้ปิด หรือไม่เลือก เอาไว้นะครับ เพราะว่า hosting จริงๆส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้นครับ และให้เราเลื่อนลงมาในส่วน PHP Extension ที่จะมีเมนูย่อยออกมาอีก ให้ติ้กถูกที่ php_gd2 นะครับจะเป็นการเปิด function GD 2 ครับและเลือกเปิด short open tag ด้วยครับ

9.alias directoriesตั้ง alias directory
เป็นการชี้ ว่า phpMyadmin SQLitemanager นั้นอยู่ที่ใหนนะครับ ก็ไม่ต้องตั้งค่าอะไร

10.Apacheตัวควบคุม apache
เป็นตัวควบคุม ว่าจะให้ Apache ทำงานหรือไม่ทำงานครับ หากไม่ทำงานเราก็จะเปิดเว็บในรูปแบบ localhost ไม่ได้

11.mysqlmysql service management
เป็นตัวควบคุม ว่าจะให้ mysql ทำงานหรือไม่ทำงานครับ หากไม่ทำงานเราก็จะใช้งานฐานข้อมูล MySQL ไม่ได้

12.start stop restartstart wamp, stop wamp
คือรันหรือหยุดทั้ง Apache และ MySQL เลยในปุ่มเดียว หรือว่า จะสั่ง restart ทั้งสอง service อีกครั้ง

13.put onlineput online ให้เครื่องอื่นเปิดเว็บได้
สั่งให้ online ในอินเตอร์เน็ตหรือไม่ หากไม่เลือก จะเข้าเว็บจากเครื่องอื่นไม่ได้ ใช้งานได้เพียงในเครื่องเท่านั้น เมนูนี้ ไม่แนะนำให้เลือก หากยัง config ส่วนต่างๆไม่ดีพอ เพราะอาจจะโดน hack เอาได้ง่ายๆ และเมื่อเราสั่ง online แล้ว รูป icon จะเปลี่ยนเป็นicon เป็นสีขาวล้วน หมายถึง online

สำหรับการ config เบื้องต้น มีเท่านี้
ต่อมาเราจะมา config ชั้นสูงกัน


1.ปิด MySQL ไม่ให้มีการเข้าถึง root ได้
เนื่องจากของเดิมนั้น จะเข้าถึง root ได้ทันทีโดยไม่มี user pass เราจะมาแก้ไขส่วนนี้กัน เริ่มจาก เลือกเมนูในข้อที่ 2 ด้านบน หรือ phpMyAdmin นั่นเอง แล้วเลือก privileges

เปลี่ยนรหัสผ่าน phpMyAdmin

แล้วคลิกตามรูปเพื่อจะแก้ไข account ของ root

ตั้งรหัสผ่าน root phpMyAdmin

เลื่อนลงมาด้านล่าง แล้วเลือก password แล้วใส่ password ที่เราต้องการทั้งสองช่องให้ตรงกัน แล้วกด go ที่อยู่ข้างๆนั่นเอง

แล้วให้เราเปิดไฟล์ที่ชื่อ config.inc.php ที่อยู่ในแฟ้ม C:\\wamp\\phpmyadmin ขึ้นมานะครับ แล้วแก้ไข $cfg['Servers'][$i]['auth_type'] = 'config'; เป็น $cfg['Servers'][$i]['auth_type'] = 'http'; แล้ว save file จากนั้น ให้เราสั่ง restart mysql ด้วยปุ่มในข้อ 11 หรือ 12 ตามแต่จะเลือก เท่านี้ ก็จะเรียบร้อยครับ

2.การทำให้ phpMyAdmin online ได้
เนื่องจากว่า ของเดิมนั้น หากเปิดจากเครื่องอื่นจะเข้าใช้ phpMyAdmin ไม่ได้ นี่ถือเป็นเรื่องที่ดีนะครับ เพราะว่าจะทำให้มี security สูงครับ เพราะว่า เคยเห็นมาบ่อย คนที่เอาเครื่องตัวเอง บริการ online แต่ปรากฏว่าเข้าได้ถึง phpmyadmin แล้วไม่มีรหัสด้วย ก็คิดเองแล้วกันครับ ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
แต่ถ้าเราต้องการบริการ online เหมือนเราทำ host เองล่ะจะทำอย่างไร ... วิธีนี้ช่วยท่านได้ครับ นั่นคือ ให้เปิด alias phpmyadmin ในข้อที่ 9 ขึ้นมาดังนี้ alias directorie>> http://localhost/phpmyadmin>> edit alias
แล้วสังเกตุ Allow from 127.0.0.1 หากเราต้องการให้บริการ ทุกคนเลย ก็ เปลี่ยนเป็น Allow from all พร้อมลบบรรทัด Deny from all ทิ้งไปนะครับ แล้ว restart mysql ใหม่อีกครั้ง
เท่านี้ ก็จะสามารถเปิดจากเครื่องอื่นได้แล้วนะครับ

3.ลบฐานข้อมูลที่ชื่อ Test ออก
เมื่อเวลาที่เราติดตั้งเรียบร้อยเราจะเห็นฐานข้อมูลที่ชื่อ Test ขอให้ลบทิ้งไปนะครับ

เท่านี้ เครื่องของเราก็พร้อมจะบริการทั้ง online และ offline แล้วครับ สำหรับใครที่ใช้งาน internet แล้วไม่ได้รับ IP จริงหรือ (Public IP) นั้น จะต้องใช้วิธีการที่เรียกว่า dynamic IP นะครับ (ที่มักจะมีชื่อเรียกว่า no-ip นั่นล่ะครับ)

แล้วหากเมื่อมีโอกาส จะเอามาให้ได้ทดลองทำกันต่อไป

4.แก้ไขให้ MySQL ใช้ภาษาไทยได้อย่างสมบูรณ์

โดยปรกติแล้ว MySQL รุ่นหลังๆมักจะพยายามเปลี่ยนไปใช้ UTF-8 ซึ่งอาจจะสร้างปัญหาให้พอสมควรสำหรับเว็บสมาสเตอร์มือเก่าๆ ดังนั้นการปรับจุดนี้จะทำให้ MySQL ใช้ภาษาไทยได้อย่างไม่มีปัญหาครับ

ให้เปิดส่วนการแก้ไขไฟล์ my.ini ขึ้นมาครับ ( ในข้อ 6 ด้านบน) แล้ว
ให้ค้นส่วน [client]
port=3306

แล้วใส่เป็นแบบนี้ครับ
[client]
port=3306
default-character-set = tis620

แล้วค้นส่วน

#Path to the database root
datadir=c:/wamp/mysql/data

ให้ใส่เป็นดังนี้ครับ
#Path to the database root
datadir=c:/wamp/mysql/data

default-character-set = tis620
character-set-server = tis620
collation-server = tis620_thai_ci
init_connect = 'SET collation_connection = tis620_thai_ci'
init_connect = 'SET NAMES tis620'

และค้น default-character-set=latin1

ให้ใส่เป็น #default-character-set=latin1
หรือเติมเครื่องหมาย # ไปที่ด้านหน้านั่นล่ะครับ

และค้น default-storage-engine=INNODB

ให้ใส่เป็น default-storage-engine=MYISAM

สำหรับตัวนี้ จะมีการใช้งานที่เหมือน host จริงมากที่สุดนะครับ ยังไงก็ทดสอบกันไปเรื่อยๆนะครับ แต่เท่าที่ผมลองใช้งานเขียนบทความแล้ว มันเยี่ยมครับ ไม่มีปัญหาและทำงานได้รวดเร็วดีครับ

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 
จำลองเครื่องตัวเองเป็น server ด้วย WAMP

ผมเลือกตัวนี้ครับ WAMPSERVER ที่จะมาช่วยงานเราในการรันเครื่องเราให้เป็น web server ได้ง่ายๆ

เหตุที่เลือกตัวนี้นั่นก็เพราะว่า
1.เมื่อรันแล้ว น่าจะจะสิ้นเปลืองระบบน้อยกว่า Appserv
2.PHP เวอร์ชั่น 5.2.1 แม้ไม่ใหม่ล่าสุดแต่ผมใช้มานานจนมันเสถียรดีแล้วครับ
3.MySQL เวอร์ชั่น 5.0.27 เหมือนกับที่ท้องตลาดใช้งานกันครับ จะได้ให้ผลเหมือนใช้งานจริง
4.มี PERL
5.มีการติดตั้ง SQLitemanagerมาด้วย(แต่ปกติเราก็ไม่ได้ใช้กันหรอกครับ)
6.เลือกติดตั้งหรือไม่ติดตั้ง Module ใดๆของ PHP ได้ทันที แค่คลิกเม้าส์ ไม่ต้องค้นหาเพื่อแก้ไข

ก่อนอื่นใด หากใครที่ใช้งาน Appserv อยู่แล้วนั้น ให้ทำการปิด service ก่อนนะครับ คือไปที่ start>>all program >>appserv>> apache >> stop และ start>>all program >>appserv>> mysql >> stop พอดีว่าจำ path ไม่ค่อยได้ แต่ก็ประมาณนี้ครับ คือสั่งปิด service ที่รันทั้งหมดก่อน แล้วทำการ uninstall ออก หรือลบออกนั่นเองไปที่ start >>all program>>appserv >>uninstall
หากไม่ปิดก่อนจะลบไม่ออก หากไม่ลบออกจะลงใหม่ไม่ได้ เพราะมันจะตีกันเอง

และการแนะนำการติดตั้งครั้งนี้ จะมีวิธีโดยละเอียด รวมทั้งการ Config เบื้องต้นเพื่อความ Security อีกด้วยครับ

 

เริ่มต้นจากการ Download Wamp5 เวอร์ชั่น 1.7.0 มาก่อนนะครับ ไม่ใช่ตัวใหม่สุด แต่ผมลองแล้ว เวิร์คครับ แนะนำเวอร์ชั่นนี้นะครับ เราจะใช้งานกันไปได้อีกยาวๆเลยครับ โหลดได้จากที่นี่ เมื่อโหลดมาแล้วแตกไฟล์ได้ดังนี้ wamp5_1.7.0.exe เราก็ทำการ ดับเบิ้ลคลิกเพื่อติดตั้งเลยครับ(เวอร์ชั่นนี้ผมใช้มาเป็นปีได้แล้วครับ เสถียรดีใช้ได้ไม่มีปัญหาจุกจิกกวนใจครับ)

ออ อีกอย่างนึง นั่นก็คือ WAMP นี้ไม่สามารถใช้งานได้ใน Window 98 หรือ Me นะครับ

เราก็ตาม Step เลยครับ คือ Next ๆๆๆ แล้วก็ Next ตามสูตรสำเร็จการติดตั้งโปรแกรมของ Window นั่นเองครับ

เลือก I accept .... แปลว่า เอาเถอะ ไม่ว่าคุณจะเขียนอะไรยังไง ฉันไม่ขออ่าน เอาเป็นว่า ฉันตกลงตามนั้นแล้วกัน (แล้วถ้าข้อตกลงเขียนว่าจะมี Spyware ติดมาด้วย เราจะรู้เรื่องไหมนี่ ดังนั้น บางครั้งการอ่านก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายนะครับ เอิ้กๆๆ)

ต่อมา จะให้เราเลือก ว่าจะให้ Start service ต่างๆ เมื่อตอนที่เปิด window ใหม่ทุกครั้งหรือไม่ ถ้าต้องการก็เลือกไปครับ สำหรับผมเองนั้น ต้องการครับ เพราะว่าใช้งานแทบทุกครั้งที่เปิดเครื่องนั่นล่ะครับ จะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาเปิดครับ

ถัดมาก็จะเป็นหน้าที่ถามว่าเราจะเก็บโปรแกรมไว้ที่ใหน ก็ไม่ต้องเลือกอะไรใช้ค่าเดิมไปได้ครับ กด Next ตามระเบียบ

หน้านี้สำคัญมากครับ เป็นหน้าที่ถามว่า เราจะเอา root ของเว็บไว้ที่แฟ้มwหน หากด้านบนไม่ได้เปลี่ยน หน้านี้ก็แนะนำว่าไม่ต้องเปลี่ยนครับ จะได้มีค่า Default ที่เหมือนกันเวลาใช้งานทดสอบ เพราะว่าบทความในเว็บจะอ้างอิงตามนี้ทั้งหมดครับ

ต่อมาก็ชื่อ server ก็ไม่ต้องเปลี่ยนครับ ใช้ตามชาวบ้านๆ คือ localhost

ต่อมา คือชื่อเมล์server ไม่ต้องเปลี่ยนก็ได้ เปลี่ยนไปก็เท่านั้นครับ ต้อง config เพิ่มอีกหลายจุด กว่าจะใช้เครื่องเราส่งอีเมล์ออกได้ ถึงส่งออกได้ก็โดนปลายทางกรองทิ้งอยู่ดีครับ เพราะเค้าเข้าใจว่าเป็น SPAM อันเนื่องมาจาก ip internet ตามบ้านติด blacklist ทั้งหมดอยู่แล้วครับ

เลือกว่าจะใช้ firefox เป็น default web browser หรือไม่

ต่อมา ถ้าเครื่องใคร เจอแบบนี้ ก็เลือกเอาว่า จะ Yes หรือ No เพราะมันถามว่า เจอ Firefox ในเครื่อง จะใช้ เป็นโปรแกรมหลักที่จะรันเว็บหรือไม่ ส่วนตัวผมเองนั้นใช้เป็นหลักอยู่แล้วครับ ก็กด yes

เอาล่ะครับ ก็มาถึงหน้าสุดท้ายของการติดตั้ง WAMP server กันแล้ว หน้านี้ถามว่า หลังจากที่เราติดตั้ง WAMP server แล้วเราจะเปิดโปรแกรมแล้วรัน Service เลยหรือไม่ เราก็เลือกติ้กถูกแล้วก็กด Finish เป็นอันเรียบร้อย

เมื่อรันแล้วจะไม่มีอะไรโผล่ขึ้นมาที่หน้าจอนะครับ แต่มันจะซ่อนอยู่ที่ icon ใน system tray ที่มุมขวาลางของจอนั่นล่ะครับ ลองสังเกตกันดู จะเห็นรูปตามนี้ ขอให้สังเกตกันดีๆนิดนึงนะครับ จะต้องเป็นสีขาวทั้งรูป จึงจะถือว่า รัน service สำเร็จทั้ง Apache และ MySQL ครับ
เพราะว่าในตอนแรกนั้นของผมมันเป็นสีเหลือง ซึ่งมันผิดปรกติ เนื่องจากผมรัน โปรแกรม Skype อยู่จึงทำให้ รัน Apache ไม่ได้ แต่พอปิดโปรแกรม Skype ก็ restart wamp ใหม่ถึงรันได้ตามปรกติครับ ต้องสังเกตกันดีๆ หรือดูจากรูปนี้นะครับ
ให้ไปคลิกซ้าย ที่รูป icon จะมีเมนูขึ้นมา จะต้องเป็นรูปลูกศร ชี้ทางขวาทั้ง Apache และ MySQL

และขั้นตอนสุดท้ายนั่นคือการเช็คความถูกต้องแบบชัวร์ๆก็คือ เปิด Internet Explorer ขึ้นมา (ตัว e สีน้ำเงิน) แล้วพิมพ์ว่า http://localhost แล้ว enter หากมีหน้าเว็บ ก็หมายความว่า server จำลองของเรานั้น ทำงานแล้ว ดังรูปล่าง

และเลื่อนลงมาคลิกที่ รูปด้านล่างทั้ง 3 อัน จะต้องให้ได้หน้าเว็บ ก็จะหมายความว่า server ของเราพร้อมทำงาน 100% แล้วครับ

tools จะต้องแสดง สาม service แปลว่าพร้อมใช้

ตอนนี้ เครื่องเราก็สามารถรันเว็บ ที่เป็น ภาษา PHP ได้แล้ว และยังรันฐานข้อมูลแบบ MySQL ได้อีกด้วย

ในบทความหน้า เราจะมาทำการตั้งค่าเพื่อความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยกันครับ


ที่มา : http://web.meewebfree.com

 
การตั้งชื่อไฟล์อย่างถูกต้อง เข้ากันได้ทุกระบบ

ก่อนอื่นเลย ก็ต้องกล่าวก่อนเลย ว่าเรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องพื้นฐานอีกเรื่องนึงสำหรับการใช้คอมพ์ และมีผลกระทบต่อการเขียนเว็บด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากว่า บ่อยครั้ง ที่เรียกรูปแล้วไม่ขึ้น ลิ้งค์เว็บแล้วไม่เจอ ปัญหาเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นจากการตั้งชื่อทั้งนั้น

เพราะว่า ในระบบ UNIX หรือ Linux นั้น การตั้งชื่อจะเป็นแบบ Case Sensivity หมายความว่า ตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ถือได้ว่าเป็นคนละตัวอักษรกัน เช่น T ไม่ใช่ t และ MeeWebFree.com ก็ไม่ใช่ meewebfree.com แต่ว่าในทางกลับกัน ใน window นั้นกลับมองว่า MeeWebFree.com นั้นมีค่าเท่ากับ meewebfree.com นี่คือสาเหตุหลักที่ทำให้หลายครั้งรูปหลายลิ้งค์มักจะผิดพลาด เพราะว่า ตอนที่ทดสอบในเครื่องตัวเองนั้น ใช้งานได้ แต่มาใช้งานจริง ซึ่ง hosting ส่วนใหญ่เป็นระบบ Unix กลับใช้ไม่ได้เพราะเรื่องของ Case Sensivity นั่นเอง

ต่อมา การตั้งชื่อนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงนอกจากเรื่อง Case Sensivity แล้วก็ยังมีเรื่องอักขระพิเศษต่างๆด้วย

เช่น การตั้งชื่อไฟล์ให้เป็น name@1 ตัวหนังสือ @ นั้น ถือเป็นอักขระพิเศษ ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งในการนำมาตั้งชื่อไฟล์ เพราะจะยิ่งทำให้การทำงานนั้นผิดพลาดได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีกมากๆ สำหรับอักขระพิเศษนั้นมีหลายตัวเลย ตามดังต่อไปนี้ครับ \\ / : ; * ? " ' < > | รวมไปถึง อักษร และ สระ วรรณยุกต์ ในภาษาไทยทั้งหมด และ space bar นี่ก็เป็นส่วนนึงเท่านั้นครับ ความจริงมีเยอะกว่านี้ ลองมองที่แป้นคียบอร์ดครับ ตัวหนังสือใด ที่ไม่มีในภาษาอังกฤษ ทั้ง 26ตัว และตัวเลขอีก 10 ตัว ให้มองไว้ก่อน ว่ามันคืออักขระที่ไม่ควรใช้งาน แต่ว่ามีข้อยกเว้นครับ คือ - กับ + กับ _ สามตัวนี้ใช้ได้ครับ แต่ให้แนะนำจริงคือ - กับ _ ครับ จะชัวร์ และสามารถใช้งานได้ทุกระบบไม่ว่าจะเป็น Unix Linux MAC Windows และสิ่งไม่ควรเป็นอย่างยิ่งคือการตั้งชื่อเป็นภาษาไทย คืออักขระใดๆที่อยู่ในภาษาไทย รวมทั้งสระด้วย (ไม่นับตัวเลข สามารถใช้งานได้) อันนี้หากให้ได้ใช้ทั้งใน computer และการทำเว็บด้วยเลยจะดีมากจากประสบการณ์ที่ผมทำเว็บ ความผิดพลาดของ User มากกว่า80% เกิดมาจากการตั้งชื่อไฟล์เป็นภาษาไทยครับ

 

ต่อมาเรื่องความยาวของชื่อไฟล์ เรื่องนี้ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีปัญหา เพราะมักจะตั้งชื่อกันสั้นๆ เช่น 1.html 123.html 321.html จนกระทั่งเวลาผ่านไป แล้วตัวเอง ก็ งง สิ่งที่ตัวเองสร้างขึ้นมาว่า 123.html คืออะไร 321.html คืออะไร และมีเนื้อหาอะไรอยู่ในนั้นบ้างเป็นต้นครับ ข้อแนะนำในเรื่องนี้ มีผลกระทบในเชิงบวกต่อ การทำ SEO ด้วยนะครับ เพราะว่า Bot ของ Search Engine ต่างๆนั้น ให้ความสำคัญกับชื่อไฟล์ด้วย (มีผลมาก) ดังนั้น การตั้งชื่อ 123.htm กับ seo-content.htm ย่อมให้ผลการค้นหาที่ดีต่างกันแน่นอน ซึ่งส่งผลที่ดี ยิ่งถ้าร่วมกับ Keyword ยิ่งดีเข้าไปอีกครับ

เรื่องสุดท้าย มือใหม่ทำเว็บ ควรจดจำไว้ได้เลย หน้าแรกของเว็บใดๆ ให้มีชื่อว่า index เสมอๆ อันนี้ต้องจำและปฏิบัติเลย เพราะว่ามันเป็นมาตรฐานสากลครับ และไม่มีใครเค้าบอกกัน ถือว่าเป็นเรื่องที่รู้กันด้วยตัวเองครับ โดย index จะมีนามสกุลใดก็ได้ขึ้นกับภาษาที่เว็บนั้นใช้ ซึ่ง index.htm, index.html, index.php, index.jsp, index.asp ก็สามารถใช้งานได้ตามที่ server นั้นรองรับครับ

สำหรับข้อแนะนำในการตั้งชื่อไฟล์ก็ไม่มีอะไรมากครับ ตั้งให้เราเข้าใจ สื่อให้เห็นเนื้อหาข้างในโดยไม่ต้องเปิดดู และพยายามใช้ - หรือ _ ให้ชินครับ จะดีมาก หรือบางคนจะใช้ FileName แบบนี้ก็ไม่ผิดครับ เพราะเพียงแค่เราเห็นชื่อ ก็สื่อถึงเนื้อข้างในแล้ว ไม่ต้องเปิดดูให้เสียเวลาด้วย

ลองดูการตั้งชื่อไฟล์ต่อไปนี้นะครับ

1.html > index.html
2.html > about-us.html
3.html > contact-us.html
4.html > weblink.html
5.html > admin-login.html

น่าจะเห็นความต่างแล้วนะครับ ว่าฝั่งขวามือ แค่เห็นชื่อก็รู้แล้ว ว่าหน้าเว็บนั้นคืออะไร

ตอนนี้ก็ลองเปิดดูใน My Document ของท่าน แล้วก็เริ่มทำการเปลี่ยนได้เแล้วนะครับ อิๆๆๆ

ที่มา : http://web.meewebfree.com
 
Error คือสิ่งไม่ดีจริงหรือ

สำหรับบทความนี้ก็จะกล่าวถึงข้อความ Error ต่างๆนะครับ ที่เกิดขึ้นมาให้เราพบเจอ บางคนที่เจอนี่อาจจะถึงกับเหงื่อแตกเลยก็ได้ เพราะนั่งตกใจ คิดว่าคอมเราเป็นอะไรไปแล้ว หรือเว็บเรานั้นเป็นอะไรทำใมทำงานผิดปรกติ

ความจริง Error นั้น มันก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด.... เนื่องจากว่า คอมพิวเตอร์นั้น มันไม่ได้ฉลาด และมีการตัดสินใจปัญหาที่ดีเท่าคน แต่มันจะทำงานโดยที่มีคนชี้ให้ทำ มันก็จะทำตามนั้น แต่ปัญหาก็คือ ถ้าเราชี้ทางให้มันผิด มันก็จะทำงานผิดไปด้วยเช่นกัน

Error ไม่ดีอย่างไร? คำถามนี้ตอบไม่ยาก ก็เพราะว่าคงไม่มีใครจะอยากเจออย่างแน่นอน เพราะว่าถ้าเจอแล้ว อาจจะทำให้เว็บ หรือโปรแกรมต่างๆที่ใช้งานนั้นมันไม่สามารถทำงานต่อได้ แต่หากพิจารณากันดีๆแล้ว จะว่ามันไม่ดีทั้งหมดเลย ก็คงไม่ค่อยถูกนัก

บอกอะไรแก่เราบ้าง? ส่วนใหญ่ 98% ของการ Error นั้นมักจะบอกเราอยู่เสมอๆ ว่ามันทำงานอะไรผิดพลาดอย่างไร แล้วยังไม่พอแค่นั้น ยังแนะวิธีการแก้ไขไว้อีกด้วย

ช่วยเราได้อย่างไร? ไม่น่าเชื่อแต่เรื่องจริง ที่ Error หลายคนไม่อยากเจอ แต่ก็มีอีกหลายคนที่อยากจะเจอเช่นกัน โดยเฉพาะผู้ที่ทดสอบในรอบสุดท้าย เพื่อทดสอบหา Bug เค้าจะพยายาม Input ต่างๆให้สุดพิศดาร เพื่อให้มั่นใจว่า จะไม่มี Error หากจะมีก็ควรมีช่วงนี้เพื่อที่จะได้รีบแก้ไขก่อนนั่นเอง

 

ในความเป็นจริง สิ่งที่ซ่อนอยู่ในข้อความ Error นั่นก็คือ สิ่งช่วยเหลือที่จะช่วยงานเราให้สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดเหล่านั้นได้ ซึ่งหากเป็นคนทำเว็บ ที่พัฒนาด้วยภาษา PHP เองก็ย่อมเชื่อได้ว่า ไม่เคยมีใครที่ไม่เคยเจออย่างแน่นอน แต่ว่า ถ้าเราพิจารณากันเข้าไปแล้ว Error นั้นมันมักจะบอกสิ่งที่เราทำผิด และสิ่งที่เราควรแก้ไขเสมอ หากไม่เชื่อ คุณลองเปิดสคริปขึ้นมา แล้วลบเครื่องหมาย ; ที่จุดใดก็ได้ของสคริป save>>run ดูสิครับ แล้วจะทราบว่ามันบอกเราอย่างไรบ้าง

ไม่ควรตกใจเกินกว่าเหตุ หากเมื่อเจอ Error ใดๆก็ตาม บางคนที่ถึงกับทำอะไรต่อไม่ถูก อับจนหมดหนทาง มืดแปดด้านเลยก็มี แต่อยากให้ลองอ่านข้อความ error นั้นสักหน่อย จะช่วยงานคุณได้ดีมากขึ้น

ลองดูนะครับ Error ไม่ได้น่ากลัวอยางที่คิด

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 
RSS คืออะไร อยากรู้ตามมาดู

จะว่าไปแล้ว เทคโนโลยีนี่ ก็ทำให้อะไรง่ายขึ้นเยอะเลยนะครับ อย่างนึงที่เข้ามาช่วย webmaster นั่นก็คือ RSS นั่นเอง

หลายคนอาจจะสงสัย ว่า RSS คืออะไร RSS ก็ย่อมาจาก Real Simple Sex! นั่นเอง... 555 ขำๆครับ เพื่อเป็นทางการนิดนึงผมก็ขอ คัดลอก คำนิยาม มาจาก www.rssthai.com แล้วกันนะครับ ได้ดังนี้

RSS ย่อมาจากคำว่า Really Simple Syndication หรือ Rich Site Summary เป็นรูปแบบในการนำเสนอข่าวหรือบทความ ให้อยู่ในรูปแบบมาตราฐาน xml เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารใหม่ๆได้ทันที

พอจะเข้าใจไหมครับ ถ้าไม่เข้าใจ ไม่เป็นไร ผมจะอธิบายต่ออีกที ว่า RSS คืออะไร ครับ

 

ในความคิด และเท่าที่ผมเองก็ได้สัมผัสมานะครับ และเป็นการอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ RSS คือ การดึงข่าว หรือ ข้อมูล หรือบางอย่าง ที่ทางผู้พัฒนา (ต้นฉบับ) เค้าเปลี่ยนแปลง โดยที่ ทางเรา(ผู้เสนอ หรือ แสดง) ก็เปลี่ยนในทันทีโดยอัตโนมัติ เช่น ผมทำเว็บ RSS-A(ชื่อสมมุติ) ซึ่ง ในเว็บมีบริการ RSS ด้วย แล้วเพื่อนผม เค้าทำเว็บ RSS-B เค้าก็มาเอา RSS จากเว็บผมไปใช้ ในเว็บเค้า และเมื่อผม Update เนื้อหา RSS ในเว็บผม ในส่วนของ RSS ที่เว็บเพื่อนผม ก็จะถูก Update ไปด้วยในทันที โดยที่เพื่อนผมไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เอามาติดครั้งแรก แล้วก็จบเลย ที่เหลือ รอให้ผม หรือเว็บ RSS-A เป็นคนเปลี่ยนแปลงเนื้อหาในส่วน RSS ต่อไปนั้นเอง

เห็นไหมครับ ว่ามันง่ายจริงๆ โดยจริงๆแล้ว RSS เค้าจะใช้ภาษาหลักๆเป็นโครงสร้างแบบ XML นะครับ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่เป็นกลาง โดยใครที่จะเขียนโปรแกรม หรือส่วนการประยุกต์ต่างๆก็จะอาศัยโครงสร้างที่เป็นมาตรฐานของ XML ทำให้ข้อมูลชุดเดียวกันนั้นสามารถนำไปจัดรูปแบบได้หลายหลาก

หรืออีกประโยชน์ที่หลังๆมักจะนำไปใช้กันก็คือการ track การเปลี่ยนเแปลงของหน้าเว็บต่างๆที่เราสนใจ เช่น track ว่ามี comment อะไรเพิ่มหรือไม่

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 
PHP-Fusion คืออะไร

ความหมายของ php-fusion และคำอธิบาย ว่า php-fusion มันคืออะไร แล้วมันใช้งาน ทำงานอย่างไร

คำตอบข้อนี้ ง่ายๆสั้นๆครับ PHP-Fusion ก็คือ CMS ตัวนึง....

แต่ถ้าตอบแค่นี้อาจจะโดนมองเคืองๆได้ อุตส่าห์ เสียเวลาจิ้มมาอ่านแล้ว เหมือนไม่ได้อะไร อิๆๆ ก็อย่างน้อย อยากให้อ่าน บทความ CMS คืออะไร ได้ที่นี่ก่อนน่ะครับ เพราะว่า ผมจะอธิบายแล้วจะได้เข้าใจมากขึ้น

เอาล่ะ เราติ๊ต่างว่าท่านอ่านบทความ CMS คืออะไรกันทุกคนแล้วนะครับ ก็จะอธิบาย ให้เข้าใจได้ง่ายๆว่า ปัจจุบัน CMS นั้น มีมากมายหลายผู้พัฒนา ซึ่งออกมามากมายหลายชื่อมากๆ หากเปรียบง่ายๆก็คือโปรแกรม ฟังเพลง ในเครื่องของท่านยังมีทั้ง Winamp และ Window Media Player เลยนั่นเอง เช่นกัน CMS เค้าก็มีหลายยี่ห้อ แล้วแน่นอนที่สุดแต่ละยี่ห้อก็คนพัฒนาคนละคนกันด้วย

สรุปคือ PHP-Fusion มันคือยี่ห้อนึงของ CMS ที่มีบนโลกใบนี้ นั่นคงเป็นคำนิยามที่ดีที่สุด (แต่หากไม่เข้าใจ CMS ก็จะงงต่อ)

แล้วทำไมต้อง PHP-Fusion ? มีหลายคนถามมา
เท่าที่ผมได้ทดสอบ CMS มาก็หลายตัว(ไม่น้อยกว่า 20) พบว่าแต่ละตัวก็มีจุดเด่นจุดด้อยในตัวเองอยู่ครับ แต่สิ่งนึงที่ผมพบใน CMS ตัวนี้คือ
-โหลดหน้าเว็บได้เร็ว
-โค้ดเขียนได้สะอาด เข้าใจได้ง่าย (เขียนโค้ด 6 บรรทัด ก็สามารถสร้างเว็บใหม่ได้1หน้า)
-ระบบจัดการใช้และเข้าใจง่ายมีระบบ ระเบียบ
-ไม่เปลืองทรัพยากรเครื่อง
-มีฟังก์ชั่นพื้นฐานทั้งหมดที่เว็บควรจะมี
-ติดตั้งได้ง่าย ไม่ต้องเข้าใจการแก้ไขโค้ด

เพียงเท่านี้ก็เพียงพอที่เว็บผมจะเอามายึดเป็นหลักแล้วล่ะครับ เพราะอย่างที่บอก ลองมาเยอะจริงๆครับ ตัวนี้แหล่ะดี ผมยกนิ้วให้

PHP-Fusion ต่างจาก PHP Nuke ตรงไหน?
พูดไปจะหาว่าไปโจมตีเค้าไหมเนี่ย เอาเป็นว่า ขอพูดในความรู้สึกส่วนตัวแล้วกันนะครับ หากใครมีความเห็นที่ขัดแย้งกับผม ผมต้องกราบขออภัยไว้ตรงนี้นะครับ ตามความรู้สึกของผมเนี่ย ผมรู้สึกว่า PHP Nuke มีการทำงานที่ช้ากว่า PHP-Fusion เพราะอะไรเหรอครับ เพราะว่าโค้ดเค้าเขียนมาเก่ามากแล้ว และการพัฒนาแต่ละครั้งจะเป็นการแก้บั๊ก หรือเอาโค้ดเก่ามายำใหม่ จึงทำให้โค้ดนั้นมันมีความยุ่งเหยิงมากขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ทำให้มันทำงานช้าลงเป็นเงาตามตัวนั่นเอง และผมเคยเปิดโค้ดของ PHP Nuke ขึ้นมาครั้งนึง ก็ต้องตะลึงตาลายเลยทีเดียว เพราะว่าแค่หน้า Index หน้าเดียวมีการเรียกไฟล์ข้ามไปข้ามมาวุ่นวายมากๆ เรียกได้ว่าจะแก้โค้ด ต้องขอมึนโค้ดก่อน 1 อาทิตย์ล่ะครับ และอีกประเด็นนึงที่เป็นจุดสำคัญคือเรื่องความปลอดภัย เนื่องจาก PHP Nukeมีผู้ใช้ทั่วโลก เป็นจำนวนมาก และจำนวน Hacker จึงเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวด้วยเช่นกัน และที่สำคัญกว่านั้น เครื่องมือที่ใช้ในการ Hack ก็มีมากมาย และหาโหลดได้ง่ายๆอีกด้วย ดังนั้น คนที่ใช้ PHP Nuke จึงจำเป็นที่จะต้องมีความรัดกุม และอัพเดทอย่างต่อเนื่องด้วยนั่นเอง เพราะไม่อย่างนั้น .....ก็น่าจะเดาเองได้ แต่ในทางกลับกัน PHP-Fusion แม้ไม่ดังมากมาย แต่ก็เป็นข้อดีที่ทำให้คนสนใจจะ hack นั้นน้อยลงไปด้วย และผมเคยไปสนทนากับแอดมินเครื่องมาครับ พบว่า PHP-Fusion นั้นทำงานได้ เบาและสบาย สำหรับเครื่อง server มากกว่า PHP Nuke ครับ

เอาล่ะครับ พูดมาะยืดยาวทีเดียว ก็หวัง ว่าจะเข้าใจใน PHP-Fusion กันมากขึ้นนะครับ และเชื่อมั่นผมได้เลยครับ ว่าผมต้องแนะนำแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้แน่นอนครับ

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 
CMS คืออะไร

ความหมายของคำว่า CMS ที่หลายคนอาจจะสงสัย ว่ามันคืออะไร วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังในรูปแบบที่เข้าใจง่ายๆ

เริ่มต้นจากคนที่ทำเว็บ ก็อาจจะต้องเริ่มต้นจาก HTML ก่อนใช่ไหมครับ แล้ว หลายคนก็จะต่อยอดออกไปที่ภาษา PHP หรือ ASP ก็แล้วแต่ตามความถนัดของแต่ละคน ทั้งนี้อันเนื่องมาจาก HTML เป็นภาษาที่ไม่ยืดหยุ่น มีความตายตัวมากๆ

ให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ให้ใช้ HTML เพียงภาษาเดียว จะไม่สามารถเขียนกระดานข่าว ห้องแชท ตัวนับ หรืออะไรเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมจะกล่าวเข้าถึงตัว CMS ซึ่งมันเป็นโค้ดภาษา PHP หรือ ASP ที่สำเร็จรูป

หมายความว่าอย่างไรสำเร็จรูป?

หากคนเคยทำเว็บ ที่ผ่านประสบการณ์มาพอประมาณ จะนึกออกว่า ถ้าเราต้องการ ตัวนับสถิติใส่เว็บ เราก็จะต้องไปหาโค้ดสำเร็จรูปมาติดตั้ง แล้วถ้าเราอยากจะมีเว็บบอร์ดเราก็ต้องใปหาเว็บบอร์ดมาติดตั้ง ถ้าต้องการระบบแลกลิ้งค์ก็ต้องวิ่งหามาติดตั้ง ฯลฯ

กว่าจะติดตั้งครบทุกฟังก์ชั่นที่เราต้องการเล่นเอาเราเหงื่อแตกและนั่ง มึนไปแล้ว 32 ตลบ เพราะว่าการติดตั้งสคริปเหล่านี้แต่ละอย่างก็มีวิธีการติดตั้งที่แตกต่างกัน ไปตามแต่ผู้พัฒนาแต่ละคน

ดังนั้น CMS คือคำตอบ!!! เพราะว่า CMS มีการเรียกติดตั้งเพียงครั้งเดียวก็สามารถใช้งานได้ทันที โดยที่หลังจากการติดตั้งนั้น เราจะได้ระบบเว็บไซต์ที่พร้อมใช้งานมาในทันที โดยที่จะมีฟังก์ชั่นพื้นฐานของ CMS คือ
-ตัวนับ
-กระดานข่าว
-ระบบจัดการข่าวสาร
-ระบบจัดการบทความ
-ระบบเว็บลิ้งค์
-ระบบสมาชิก
-ระบบดาวน์โหลด
และอื่นๆตามแต่ที่ CMS แต่ละตัวจะเพิ่มฟังก์ชั่นเข้าไป

ทั้งนี้ทั้งนั้น เรายังสามารถเพิ่มความสามารถเข้าไปให้กับตัว CMS เหล่านั้นได้อีกด้วย เพราะ CMS จะสามารถลงตัวเสริมเพิ่มเติมเข้าไปได้ ทำให้เว็บเรามีลูกเล่นมากขึ้นนั่นเอง

CMS ต่างจาก Blog หรือ ไดอารี่อย่างไร?
คำถามนี้ น่าจะเป็นคำถามที่คาใจหลายๆคน ว่ามันก็มีลักษณะคล้ายกัน แต่ต่างกันอย่างไร... จากประสบการณ์ของตัวผมเอง ที่ได้ลองสัมผัสมาแล้ว ก็พบว่า ความต่างของมันก็คือ เป้าหมายปลายทางนั่นเอง หากอธิบายให้เห็นภาพ Blog Diary ก็เปรียบเสมือนกับที่เขียน ประสบการณ์ที่เราผ่านมา(บ่นๆ) ลงไปใน Blog หรือ Diary ของเรานั่นเอง แต่ว่า CMS มักจะเอามาใช้ในลักษณะเว็บจริงๆที่เป็นการเป็นงานมากกว่า(หรือเว็บส่วนตัว ก็ได้ ไม่ได้ผิดแต่ประการใด) และฟังก์ชั่นค่อนข้างครบถ้วนกว่านั่นเอง

อยากอ่าน ความหมายของ CMS แบบเป็นการเป็นงานบ้าง? ออ ได้ครับ เราจัดให้
CMS - Content Management System หรือ ระบบจัดการเนื้อหานั่นเอง(แปลซะตรงตัวเชียว) เป็นระบบเว็บสำเร็จรูปที่มีระบบการจัดการเนื้อหาเว็บอยู่เบื้องหลัง โดยที่ผู้ใช้งาน ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านการเขียนหรือพัฒนาเว็บไซต์ ก็สามารถใช้งานได้ เพราะจะมีส่วนของการจัดการทุกส่วนของเว็บอยู่เบื้องหลังเว็บนั่นเอง โดยการทำงานเป็นลักษณะ Web Base ทั้งหมด(สั่งงาน แก้ไข ทุกอย่างผ่านหน้าเว็บ)

คำถามสุดท้าย ที่มีซองคำถามเข้ามาอย่างมากมายถล่มทลาย CMS เป็นโปรแกรมหรือเปล่า? ... คำถามนี้ตอบอย่างไรดีครับ เอาเป็นว่าผมขอไม่ตอบแล้วกันนะครับ ขอให้ท่านอ่านและพิจารณาประมวลตามประสบการณ์ของตัวท่านเองครับ เพราะว่า คำตอบข้อนี้ไม่มีถูกหรือผิดครับ ถ้าท่านมองว่ามันคือโปรแกรม ... มันก็ยังเป็น CMS ในตัวของมันเองอยู่ และถ้ามองว่ามันไม่ใช่โปรแกรม มันก็ยังเป็น CMS ของมันอยู่อย่างเดิมนั่นล่ะครับ สรุปมันคือ CMS ครับ???

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 
ปรับคอมให้มองเห็นนามสกุลไฟล์ และสามารถแก้ไขนามสกุลได้

สำหรับบทความนี้ ค่อนข้างเป็นบทความขั้นพื้นฐานในการเตรียมความพร้อมเพื่อจะเขียนเว็บเลยนะ ครับ เพราะว่า มักจะต้องใช้งานกันเป็นประจำ และเหมาะสำหรับคนที่ใช้คอมทำงานเรื่อยๆด้วยครับ

หลายครั้ง การติดตั้งหลายอย่างมักจะบอกว่าให้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นนามสกุลด้วยใช่ไหม ครับ ซึ่งนั่นล่ะครับ ที่วินโดวส์ แบบค่าเดิมๆเลย ไม่สามารถทำได้ แต่เค้ามี Option นี้อยู่แล้วครับ เราก็แค่เรียกใช้งานออกมาได้เลยครับ

เริ่มต้นจากเปิด My Computer ขึ้นมาครับ หรือใครจะสะดวก My Document ก็ตามแต่ หรือไม่สะดวกอะไรเลย ก็เปิดแฟ้มอะไรก็ได้ขึ้นมาสักแฟ้ม ถ้ายังไม่สะดวกอีก วันหลังค่อยทำก็ได้ครับ 55555

แล้วทำตามขั้นตอนด้านล่างไปเรื่อยๆนะครับ

รูปด้านล่างนี่คือให้เอาติ้กถูกออกนะครับ ไม่ได้ชี้เพื่อให้ติ้กเข้าไป ค่าเดิมมันจะติ๊กเอาไว้ครับ ทำให้เรามองไม่เห็นนามสกุลไฟล์

จบครับ แค่นี้เอง ไม่ได้ยากอะไรมากมาย และถ้าอยากรู้ว่าใช้งานได้หรือยัง ให้เปิดในเครื่องของเรา เพื่อดูไฟล์อะไรก็ได้ครับ จะมีนามสกุลโผล่ตามมาด้วย

ทีนี้ถ้าเราต้องการเปลี่ยน ก็กดไฟล์ 1 ที เพื่อเลือกแล้ว คลิกขวา rename หรือ กด F2 ได้เลยครับ ใส่ชื่อและตามด้วยนามสกุลทุกครั้ง ไม่งั้นมันจะเอ๋อไปครับ

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 
Save เว็บลงเครื่อง เปิดอ่านวันหลัง

จริงๆแล้ว ช่วงปีแรกๆที่ผมเริ่มศึกษาการทำเว็บ ผมมักจะใช้วิธีนี้โดยตลอด เนื่องด้วยตอนนั้นใช้อินเตอร์เน็ตความเร็ว 56Kb ที่ต้องต่อเน็ตด้วยสายโทรศัพท์แล้ว จะคุยโทรศัพท์ไม่ได้นั่นล่ะครับ? ด้วยความเร็วที่ช้า + คิดค่าเน็ตเป็นรายชั่วโมงก็เลยต้องใช้วิธีการเปิดบทความที่สนใจไปเรื่อยๆ แล้วก็ save ลงเครื่องไปเรื่อยๆโดยที่ยังไม่อ่าน แล้วช่วงที่ว่าง ที่เลิกต่ออินเตอร์เน็ตแล้วก็ค่อยๆอ่านไปเรื่อยๆครับ

ปัจจุบันอินเตอร์เน็ตก็เป็น ADSL กันเกือบหมดแล้ว แต่ก็ยังต้องไม่ลืมว่ากลุ่มคนที่ใช้งาน 56Kb ก็ยังมีอยู่ ดังนั้นบทความนี้มีประโยชน์แน่นอนครับ

ก็ต้องเริ่มจากการที่โหลดหน้าเว็บที่เราต้องการให้เสร็จก่อนนะครับ ซึ่งเสร็จหรือยังให้สังเกตที่มุมซ้ายล่างของหน้าเว็บ นะครับมันจะขึ้น


จากนั้นเราก็ save webpage ได้เลยครับ
คลิกที่ File>> Save As...

แล้วเลือกแฟ้มที่เราต้องการเก็บครับ

ตั้งชื่ออีกสักหน่อย

ซึ่งผมขอแนะนำเป็นอย่างมากๆเลยนะครับ ว่าให้สร้าง 1แฟ้มต่อ 1เว็บครับ เพราะไม่อย่างนั้นพอไปนานๆแล้วมันจะงงมากๆครับ แล้วในการตั้งชื่อ ควรจะตั้งชื่อที่เราดูแล้วมันสื่อความหมายนะครับ เพราะไม่อย่างนั้นเราก็จะงงเองอีกนั่นล่ะครับ

ทั้งหมดที่เอามาเล่านี้ก็เพื่อ เล่าสู่กันฟัง แนะนำวิธีที่ดีๆครับ เพราะอย่างที่บอกครับ ด้วยวิธีการนี้เอง ทำให้ผมทำเว็บได้จนปัจจุบันนี้ เพราะเมื่อก่อนเจอเว็บดีๆแล้วผมก็จะเซฟๆๆๆ เก็บบทความอะไรเอาไว้อ่านตลอดเลยครับ เวลาติดปัญหาก็เปิดมาอ่าน เพราะไม่ได้ต่อเน็ตตลอด

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 6 7 8 9 Next > End >>

Page 6 of 9
Banner

Hosting Functions

Hosting Space
คือพื้นที่ความจุในการเก็บไฟล์เว็บไซต์ไว้บน Hosting มีหน่วยเป็น Byte
BandWidth
คือปริมาณความจุของข้อมูลที่มีการส่งเข้า-ออกจาก Hosting ดดยการเปิดเว็บหรือส่งผ่าน ftp มีหน่วยเป็น Byte
pop3 e-Mail
คือระบบ e-Mail ที่สามารถเชื่อมต่อกับ Outlook หรือโปรแกรม e-Mail ต่างๆ บนเครืองคอมพิวเตอร์ได้

Development Support

ภาษาโปรแกรมที่รองรับ
HTML,PHP, JSP, AJAX, TOMCAT, XML,+PEAR, PHPMyAdmin, CGI, Perl
ฐานข้อมูลที่รองรับ
MySQL 5.0.67

Reseller Hosting

Hosting Reseller โฮสติ้ง รีเซลเลอร์ ความเร็วสูง สำหรับผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจ Hosting ทดลองใช้งานฟรี 7 วัน รับประกันคืนเงินภายใน 30 วัน


สำหรับ webmaster
ที่ต้องมี Hosting บริการให้ลูกค้าของท่าน สามารถเริ่มต้นได้ที่นี่ พร้อมข้อเสนอดีๆ ที่ไม่มีที่ไหน
  • ทดลองใช้งานฟรี 7 วัน
  • ยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเริ่มต้น
  • รับฝากลูกค้าและขอโอนคืนได้
  • ไม่ต้องดูแล server

ติดตั้ง Open Source ฟรี


  
   
   
   
   
   
   And more..


ธนาคารกสิกรไทย   ธนาคารกรุงเทพ  ธนาคารกรุงไทย  ธนาคารไทยพาณิชย์  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา  ธนาคารนครหลวง