เริ่มต้น javaScript วิธีเขียน javaScript อย่างง่าย

javaScript ถือว่าเป็นอีก 1 ภาษาที่สำคัญที่ช่วยเอื้อประโยชน์หลายอย่างให้คนทำเว็บมากทีเดียว

และเนื่องจาก javaScript เป็น client side script หรือแปลเป็นภาษาคนก็คือ ภาษาที่มีการทำงาน ที่คอมพิวเตอร์ของผู้ที่เปิดใช้งาน ไม่ใช่ทำงานที่ส่วนของ server จึงทำให้ถูกเอามาใช้จัดการในเรื่องการแสดงผล หรือรูปแบบ ลูกเล่น เทคนิคคำสั่งต่างๆได้อย่างมากมายเลย

ตัวอย่างที่จะเห็นได้ชัดมากที่สุด ต้องร้องอ๋อเลย ก็คือเวลาที่เรากรอกแบบฟอร์มบางเว็บ แล้วเรากรอกไม่ครบ ก็จะมี pop up เด้งขึ้นมาให้เราเห็น ว่าต้องกรอกตรงไหนบ้าง เจ้า pop up นั่นก็ต้องถูกควบคุมด้วย javaScript นั่นเองครับ

ทีนี้ เราจะมาเริ่มเขียน javaScript กันดีกว่า แต่บทความนี้จะว่าด้วยเรื่องพื้นฐานมากๆ จะไม่มีอะไรที่หวือหวานะครับ แต่มี popup ให้ได้จิ้มเล่นเท่านั้นเอง

การเขียน javascript นั้น เรานิยมเขียนเอาไว้ที่ส่วน head ของเว็บ หากไม่รู้ว่า head ของเว็บคืออะไร อ่านได้ที่นี่ เว็บหน้าแรก เริ่มต้น xhtml เหตุที่เรานิยมเขียนเอาไว้ที่ส่วน head ก็เป็นเพราะว่าจะถูกโหลดเข้าแรมก่อนส่วนหน้าเว็บ เพื่อให้ส่วนหน้าเว็บนั้นสามารถเรียกใช้งานได้ต่อไป แต่อย่างไรก็ดี การเอาไปใส่ที่ head มาก ก็จะส่งผลให้เว็บช้าลง เราจึงสามารถนำเอา javaScript ไปเขียนที่ส่วนท้ายของหน้าเว็บ ก่อนจะปิด body ก็ได้เช่นกัน (หากไม่รู้ body เว็บคืออะไร อ่านได้ทีนี่ เว็บหน้าแรก เริ่มต้น xhtml ) แต่ว่า จะไม่ใช่ทุกสคริปที่ย้ายไปไว้ด้านล่างแล้วจะทำงาน หลายสคริป เมื่อเราย้ายไปไว้ที่ด้านล่างแล้ว ทำให้ javaScript ไม่ทำงานอย่างที่เราตั้งใจ หรือเพี้ยนไปเลยก็มี อันนี้ก็ต้องลองดูกันครับ แต่จะเน้นชัวร์ก็ต้องที่ head นี่ล่ะ

สำหรับ javaScript นั้น มีการเขียนสองแบบ คือเขียนใส่หน้าเว็บไปเลย หรืออีกแบบคือเขียนใส่ไฟล์ แล้วค่อยเรียกเข้ามาใช้ครับ ซึ่งสองแบบให้ผลลัพท์การทำงานที่เหมือนกันเลย แต่ว่า ผลพลอยได้จะแตกต่างกันเล็กน้อย ก็คือ การแยกไฟล์ไปเขียนแล้วใช้คำสั่งเรียกเข้ามาจะทำให้เว็บแสดงผลได้เร็วขึ้นเล็กน้อยครับ ซึ่งจะเห็นผลมากขึ้นเมื่อไฟล์ที่แยกไปเขียนนั้นมีขนาดใหญ่ๆ

สำหรับ การเขียน javaScript ขั้นเริ่มต้น เราจะเริ่มเขียนใส่ head เว็บกันก่อนเลยดังนี้ครับ

1<script type="text/javascript"> <!-- alert('สวัสดีชาวโลกกกกก'); //--> </script>

เอาไปใส่บรรทัดไหนก็ได้ แต่ขอให้เป็นส่วน head เว็บเท่านั้นครับแล้วลองเปิดหน้าเว็บดูครับ จะเห็น popup เด้งมา พร้อมคำว่า สวัสดีชาวโลก แค่นี้ก็เสร็จแล้วครับ สำหรับการเขียน javaScript 

อธิบายเพิ่มนิดหน่อย ก็คือบรรทัดที่ 3 นั่น คือโค้ด javaScript ที่แท้จริงครับ ส่วนบรรทัดที่ 1,2 เป็นคำสั่งส่วนเปิด และ 4,5 เป็นคำสั่งส่วนปิด

แต่บางคนไม่เขียนบรรทัดที่ 2,4 ก็ได้ ไม่ถือว่าผิดรูปแบบ และไม่ทำให้การทำงานเพี้ยนแต่อย่างใด แต่เพียงว่า browser ที่ไม่ทำงานกับคำสั่ง javaScript นั้น จะแสดงโค้ด java ออกมาทั้งหมดเลย ซึ่งนั่นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการ เราเลยเขียนดักเอาไว้ก่อนก็เท่านั้นเองครับ

สำหรับรูปแบบการเขียนใส่ไฟล์นั้นก็ทำได้ง่ายๆด้วย notepad หรือโปรแกรม text editor ตัวอื่นที่ทำงานแบบ plain text (คือทำงานกับตัวหนังสือที่กำหนดรูปแบบตัวหนังสือไม่ได้ เช่น notepad เรากำหนดให้ตัวหนังสือหน้าบางตัวไม่ได้ แบบนี้คือทำงานแบบ plain text ครับ)

แล้วสร้างไฟล์ใหม่ copy โค้ดใส่ลงไปว่า

1alert('สวัสดีชาวโลกกกกก');

แล้วตั้งชื่อว่าเป็น test.js จากนั้นนำเอาไปวางไว้ในแฟ้มเดียวกับที่เราเก็บหน้าเว็บ แล้วให้แก้โค้ด ให้หน้าเว็บเพื่อเรียกไฟล์ test.js นี้เข้ามาใช้งานดังนี้

1<script type="text/javascript" src="test.js"></script>

เมื่อ save แล้วรันก็จะให้ผลลัพท์เดียวกัน
 

อันนี้ก็คือการเขียนอีกแบบตามที่กล่าวไปแล้วนั่นเองครับ

เห็นไหมครับ javaScript ก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไรเลยสำหรับมือใหม่ ส่วนที่เหลือต่อจากนี้ก็คือ function และค่าต่างๆที่จำเพาะสำหรับ javaScript แล้วที่ต้องศึกษาเอาครับ ซึ่่งผมจะพยายามหามานำเสนอต่อๆไปครับ

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 

 
ลิมิต จำนวน checkbox ด้วย jquery

ส่วนนึงของงานที่ทำวันนี้คือ ต้องจำกัดไม่ให้ user คลิกเลือก เกินกว่าที่เรากำหนด สมมุติผมกำหนดให้เลือกได้แค่ 20 อัน เราก็เขียน javascript บน jQuery ได้ดังนี้

1var limit=20; $(":checkbox[name$='email[]']").bind("click",function() { var result = ($(":checkbox[name$='email[]']:checked").size() <= limit); if( result ){ ; }else{ alert("เลือกได้ " + limit + "รายการเท่านั้น") } return result; });

 ตั้งค่าจำนวนได้ที่ บรรทัดที่ 1 เลยนะครับ แล้วมีข้อสังเกตุที่บรรทัดที่ 2 และ 3 ที่ต้องเปลี่ยนชื่อของ checkbox ด้วยครับ จากตัวอย่างผมใช้เป็น email[] ถ้าคุณตั้งชื่อ checkbox ว่าอะไรก็เปลี่ยนไปตามนั้นเลยครับ

ส่วนนี้คือการป้องกันจากส่วนของ user แต่เราต้องไม่ลืม กันส่วนที่เกิดจาก hacker ด้วยนะครับ เช่น ถ้าผู้ใช้ไม่ได้เปิด javascript จุดนี้ก็ไม่ทำงานแล้ว ก็ต้องไม่ลืมไปเช็คด้วย php อีกทีตอนรับค่าด้วยครับ

อ้อ ลืมบอก ว่าผมไม่ได้คิดเองนะครับ แต่ก็จำไม่ได้เช่นกันว่าเอามาจากเว็บใดครับ

และอีกเรื่องที่เน้นคือ ต้องบน jQuery นะครับ ถ้าเป็น javaScript pureเลยไม่ทำงานครับ

เท่านี้ก็เรียบร้อย

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 

 
ป้องกันคลิก ส่งค่าซ้ำๆ

form รับข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ เวลาที่เรากดส่ง มันจะรอนาน ยิ่งถ้า server ทำงานมากๆ แล้วตอบสนองช้าๆ ก็จะเพิ่มเวลารอนานขึ้นไปอีก และจะส่งผลให้ user กด submit ซ้ำเข้ามาได้ ซึ่งบางระบบหากไมเช็คให้ดีก็ error ไปเลย หรือว่าบางระบบก็ทำงานไม่สมบูรณ์ได้เช่นกัน

ปัญหานี้ใช้คำสั่ง jQuery มาช่วยงานเรา ง่ายนิดเดียวเลย

สมมุติว่า ปกติเรามี Form หน้าเว็บแบบนี้

1<form action="test" name="testform" method="post" id="inviter"> <span id="sendingmail"><input type="submit" name="submit" value="submit" id="sendemail"></span> </form>

เมื่อกด submit หาก server ช้าหน้าจะยังไม่เปลี่ยนทำให้ปุ่มถูกกดซ้ำได้ เราแก้ด้วย javascript jQuery ได้ด้วย

1$("#inviter").submit(function(){     $("#sendingmail").html("ระบบกำลังทำการส่งอีเมล์โปรดรอสักครู่.....");     return true; });

แปลได้ว่า form id inviter ถูกกดส่งเมื่อไร id sendingmail ให้เปลี่ยนค่าไปเป็น "ระบบกำลังทำการส่งอีเมล์โปรดรอสักครู่....." จังหวะเดียวกับที่ทำให้ปุ่มหายไป เพราะว่าในตอนแรก id sendingmail มีปุ่มอยู่

เห็นไหมครับ ว่ามันง่ายนิดเดียว

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 

 

 
ใช้ jqeury เรียกค่ามาจาก attribute

การเรียกค่ามาจาก attribute ต่างๆทำได้โดย

1$(this).attr("title"); // ค่าจาก title=""


และการสลับ image ก็ทำได้โดยการเปลี่ยนค่า attribute นั่นเอง

1$(this).attr("src","/images/play.png");

ทำเองก็ได้ง่ายจัง

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 
ทำความรู้จัก css reset และ เริ่มใช้งาน

เคยมั้ย ที่ทำเว็บขึ้นมาแล้ว เปิดดูด้วย firefox, internet explorer 6, internet explorer 7, internet explorer 8, google chrome, safari แล้วมันแสดงผลแตกต่างกัน มากบ้างน้อยบ้างในหลายจุดทั่วทั้งเว็บ แล้วพอเราแก้ จนอันนึงดูดี อันอื่นๆก็เพี้ยนอยู่เหมือนเดิมหรือหนักกว่าเดิม

แต่หลายคนก็มีความสามารถมากพอ ที่จะสามารถใช้เทคนิค CSS Hack เข้ามาช่วยงานได้ โดยช่วยในการกำหนดค่าด้วยรูปแบบคำสั่งพิเศษ เพื่อให้เกิดผลเฉพาะ browser นั้นๆเช่น 

1*:first-child+html {}

เป็นคำสั่งที่ทำให้มีผลเฉพาะ IE 7 เท่านั้น ซึ่งนั้นก็ช่วยได้ แต่เราต้องมาเหนื่อยนั่งไล่แก้อยู่ทุกจุดไป

ลองดูรูป จะเห็นได้ว่ามันมีความแตกต่างกันเล็กน้อย ถึงปานกลาง ในแต่ละ browser เช่น ความสูง เว้นไม่เท่ากัน หรือระยะขอบเป็นต้น ความต่างแค่เล็กน้อยนี้เมื่อทำเว็บที่มีความซับซ้อนจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนมาก เพราะว่ารูปที่ห่างกัน 1 px ก็เห็นได้ชัดว่ามันแตกจากกัน

โดยรูปดังกล่าวคือการแสดงผล ด้วย Internet Explorer 8 > Firefox > Chrome > Internet explorer 7 ตามลำดับ

จะดีกว่าหรือไม่ ที่มี CSS สักตัวนึง เข้ามาช่วยเรา ทำให้การแสดงผลจากแต่ละ browser ออกมาเหมือนกันเกือบทั้งหมด แล้วเวลาที่เราพัฒนาเว็บ ก็เอาเวลาไปทุ่มเทกับการสร้างส่วนใหม่ๆ ไม่ใช่เสียเวลานั่งแก้เพื่อให้หน้าตาออกมาเหมือนกัน

หลังจากที่เราแก้แล้วจะเห็นว่าแสดงผลออกมาเหมือนกันหมดแล้ว (ขนาดตัวหนังสือเรายังไม่พูดถึง เพราะว่าอันนี้เรากำหนดได้ง่ายๆอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา)

สำหรับ CSS reset ที่มีในปัจจุบันนั้นมีมาก แต่ว่าที่นิยมมีแค่

  1. YUI reset ของ Yahoo User Interface (Yahoo developer network)
  2. Mayer web 
  3. Blueprint CSS Framework

งานของผม มากกว่าสิบชิ้นในช่วงปีที่ผ่านมา เลือกใช้ YUI ครับ จริงๆไม่ได้เลือกหรอก แต่ว่ารู้จักแค่ตัวเดียว 5555 พอเริ่มเห็นจุดอ่อนเลยหาตัวอื่นมาทดแทน เลยเจอตัวอื่นๆเพิ่ม(กำลังจะลอง mayer และ blueprint อยู่ครับ น่าจะสะดวกไม่แพ้กัน)

สำหรับการใช้งานก็ไม่ได้ยากเลยครับ แค่เพิ่ม header ในเว็บเพื่อเรียก css reset เข้าไปก่อน css ตัวอื่นเท่านั้นเองครับ ดังนี้

1<link rel="stylesheet" type="text/css" href="reset.css" />

เท่านี้ standard ที่เหลื่อมล้ำจากแต่ละตัวก็ลดไปแทบเกือบหมดไม่ต้องมาไล่แก้ทีละจุดแล้วครับ

จริงๆหลังจากที่เราใช้ reset มันยังมีต่ออีกครับคือเรื่อง css font,css grid เพื่อที่จะเอามาจัดการตัวหนังสือ รวมทั้งโครงสร้างหน้าเว็บซึ่งเราจะพูดกันต่อไป

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 
โปรแกรม FTP ที่ใช้แทน Filezilla

จริงๆหลายท่านก็น่าจะทราบมานานแล้วว่า FileZilla ที่เป็นโปรแกรม FTP นั้น เก็บรหัสผ่านที่ใช้เชื่อมเว็บต่างๆ ที่เรา save เอาไว้ในรูปแบบ plain text เลย ก็คือเป็นตัวหนังสือที่คลิกเปิดมาก็อ่านได้เลย ไม่มีการเข้ารหัสอะไรเลย

ซึ่งนั่นไม่น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ที่หากว่ารหัสผ่านจะรั่วไหลออกไปง่ายดายเพียงนี้ หลังๆผมก็เลยค่อยๆเริ่มเปลี่ยนโปรแกรมไปหลายโปรแกรมอยู่ ตอนนี้ก็หันไปใช้อยู่สองโปรแกรม ก็คือ Core FTP (ตัว lite) และ  WS FTP (ตัว lite) ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่ามันฟรีนั่นเองครับ และการทำงานก็เทียบได้ใกล้เคียง FileZilla ด้วยครับ

โดยเฉพาะ Core FTP ที่มีการทำงานหลายอย่างที่ใกล้เคียงกับ FileZilla และมีสิ่งพื้นฐานสำหรับการ FTP หลายอย่างตามที่ผมต้องการด้วยครับ นั่นก็คือ

 

  1. มี log
  2. มีรายการที่อยู่ใน คิว และแสดงรายการขณะที่กำลังดำเนินการอยู่
  3. ฟรีครับ ฟรีโดยกำเนิดไม่ต้องแครก หรือใช้เทคนิคพิเศษอะไรเลย ซึ่งสำคัญที่สุด 

 

ก็ทั้งหมดทั้งปวง ทำให้ผมเปลี่ยนใจมาใช้ได้ไม่ยาก

ย้อนกลับมาที่เรื่องความปลอดภัยของตัว FileZilla ที่อาจจะคาใจหลายคน เพราะหากได้หาข้อมูลมาหรือเคยเจอมา จะพบว่า FileZilla เป็น OpenSource ยอดนิยมที่มียอด download มากเป็นอันดับหนึ่งของ sourceforge.net ในหมวด file management ครับ แต่ยิ่งคนใช้เยอะนี่แหล่ะครับที่ทำให้ยิ่งกลัวอีก เพราะว่าหากมีผู้ไม่ประสงค์ดีเขียนสคริปเข้ามา scan  เพื่ออ่านรหัสผ่านออกไปก็ได้ไปอย่างง่ายดายแน่นอนครับ

แต่ถึงกระนั้น ก็จะมีหลายคนมองต่างมุม เพราะว่าไม่ว่าตัวไหน ที่เป็น openSource ไม่ว่าจะเข้ารหัสหรือไม่ ก็ไม่ต่างกันหรอก เพราะว่าโค้ดพวกนี้เปิดเผยอยู่แล้ว หากเข้ามาเปิด scan เอารหัสออกไปได้ จะให้ถอดรหัสเพิ่มอีกหน่อย มันก็ไม่ยากตรงไหนอยู่แล้ว   จริงๆถ้าจะคิดอย่างนั้นก็ถูกครับ แต่ผมเชื่อว่าถ้าไปใช้โปรแกรมที่คนเค้าไม่ใช้กันเยอะ อาจจะหลุดรอดจากเป้าหมายได้บ้างไม่มากก็น้อย แล้วอีกทั้งคนธรรมดาที่เปิดมาอ่านแล้วก็จะได้อ่านไม่ออกด้วยครับ

ผมก็คิดแค่นี้ล่ะครับ อย่าไปคิดอะไรมาก หนักสมองครับ เราเห็นว่าไม่ดีเราก็ไม่ใช้ครับ หาตัวใหม่ใช้แค่นั้นเอง

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 

 
สร้างเว็บหน้าแรก เริ่มต้น xhtml

เรามาเริ่มกันที่ ภาษา XHTML ซึ่งจริงๆก็ทำงานเหมือน HTML นั่นแหล่ะ แต่ต่างกันตรงไหนไม่กล่าวในรายละเอียดแล้วกัน แล้วจริงๆตอนนี้ก็มี HTML5 มาแล้ว แต่เชื่อเหลือเกินว่า 2 ปีนับจากนี้ ก็ยังไม่มีการนำเอามาใช้อย่างเต็มตัวหรอกครับ ดังนั้นเราก็อิงตามค่านิยมในปัจจุบันไปก่อน

สำหรับคนที่เคยเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์มา น่าจะพอเข้าใจว่าเวลาที่เราจะทำอะไรขึ้นมาให้ทำงาน หรือแสดงผลบนคอมพิวเตอร์ได้นั้น อาศัยส่วนที่สำคัญที่สุดก็คือ ส่วน Coding และส่วน แปลภาษา(จากภาษาที่เราเขียนให้คอมพิวเตอร์เข้าใจและทำงานได้)

เว็บ ก็เรียกได้ว่าใกลเคียงกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์เลยล่ะ เพราะว่าเราจะต้องเขียนโค้ดเพื่อให้มันทำงานตามที่เราต้องการ แต่ก็อยากถึงตกใจและถอดใจนะครับ เพราะว่ามันไม่ยากจริงๆ (ถ้ายากคงไม่ทำกันได้ทั่วบ้านทั่วเมืองหรอกครับ)

การสร้างเว็บ การเขียนเว็บ มันเริ่มต้นได้จากตัวหนังสือที่เราเขียนให้มันนั่นเอง โดยเราจะต้องเตรียมความพร้อมเครื่องเราเล็กน้อยดังนี้ครับ คือเปิดให้เครื่องแสดงนามสกุลของไฟล์

จากนั้น ให้เราเปิดโปรแกรมที่ชื่อ notepad ขึ้นมาครับ เราจะเริ่มกันแล้ว

ให้พิมพ์ลงไปว่า "สวัสดีชาวโลก" แล้ว save as เลยครับ

ให้เราตั้งชื่อว่า firstpage.html จากนั้นโอเค

แล้วเราลองดับเบิ้ลคลิกเพื่อเปิดไฟล์นี้ครับ ถ้า windows ถามว่าจะเปิดด้วยโปรแกรมอะไรให้เราเลือกโปรแกรมที่เป็น browser ครับเช่น internet explorer , firefox , chrome หรืออื่นๆตามที่ท่านใช้

ก็จะพบหน้าเว็บที่พึ่งเขียนเมื่อตะกี้เลยครับ


เสร็จแล้วครับ ง่ายมั้ยครับ เว็บหน้าแรกของทุกท่าน ไม่ยากหรอกครับ ที่เราจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง

แต่ว่าโค้ดดังกล่าว มันเป็นขั้นต่ำที่สุดที่จะทำให้แสดงผลออกมาเป็นหน้าเว็บได้ ซึ่งที่ถูกต้อง เราควรที่จะเขียนหน้าเว็บให้ตรงตามมาตรฐานที่เราใช้งานครับ โดยตามที่กล่าวไปแล้วก็คือ XHTML นั่นเอง

สำหรับ XHTML จะมีโค้ดพื้นฐานที่เป็น standard ดังนี้ครับ

1<!DOCTYPE html       PUBLIC "-//W3C//DTD XHTML 1.0 Transitional//EN"      "http://www.w3.org/TR/xhtml1/DTD/xhtml1-transitional.dtd"> <html xmlns="http://www.w3.org/1999/xhtml">    <head>     <title>เว็บทดสอบ</title>   </head>   <body>     <p>บทความ เขียนเว็บ <a href="http://web.meewebfree.com/">บทความ</a>.</p>   </body> </html>

 

ลอง copy ทั้งหมดไปวางในไฟล์เมื่อสักครู่ save แล้ว refresh ดูผลก็ได้ครับ ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงกด ctrl+f5 ทีนึง เท่านี้เราก็จะมีหน้าเว็บ ที่ถูกต้องตรงตามมาตรฐานแล้วครับ โดยมาตรฐานดังกล่าว เราจะเรียกว่า XHTML version 1.0 แบบ Transition ครับ ซึ่งเป็นที่นิยม ใช้งานง่าย และใช้กันมากครับ

ถ้าใครได้ลองเล่นๆกับโค้ดดู จะเห็นอะไรบางอย่างครับ คือการจัดหน้า ที่ไม่เหมือนกับที่เห็น คือแม้ว่าเราเขียนโค้ด แล้วกด enter ขึ้นบรรทัดใหม่ แต่พอมาแสดงหน้าเว็บ มันก็ไม่ขึ้นบรรทัดใหม่ให้กับเรา ซึ่งการจัดหน้าตาแบบนี้ บนเว็บเราจำเป็นต้องศึกษา syntag ต่างๆที่ใช้ควบคุมด้วยครับ เช่นเราจะต้องรู้ว่าจะขึ้นบรรทัดใหม่ต้องเขียนโค้ดอย่างไร แล้วถ้าจะขึ้นย่อหน้าใหม่ต้องเขียนโค้ดอย่างไรเป็นต้นครับ แต่เรายังไม่พูดในบทความนี้ครับ มันลึกเกินไป ยังไม่ถึงเวลา

เรามาทำความรู้จัก xhtml 1.0 ตามที่เราเขียนไปเมื่อกี้ดีกว่า 

ส่วนแรก คือส่วน head คือทั้งหมดที่อยู่ในคำสั่งที่เปิด head และ ปิด head

1  <head>     <title>เว็บทดสอบ</title>   </head>

จากโค้ดข้างต้น ส่วนที่เป็น head คือทั้งหมด หลังจาก คำสั่ง <head> ยาวจนกระทั่ง ก่อนถึงคำสั่ง </head> เราจะเรียกทั้งหมดนี้ว่า head ของเว็บครับ ง่ายๆ เข้าใจไม่ยากแค่นี้เอง

ส่วนที่สอง คือส่วน body คือทั้งหมดที่อยู่ในคำสั่ง เปิด body และ ปิด body 

1  <body>     <p>บทความ เขียนเว็บ <a href="http://web.meewebfree.com/">บทความ</a>.</p>   </body>

จากโค้ดข้างต้น ส่วนที่เป็น body คือทั้งหมด หลังจาก คำสั่ง <body> ยาวจนกระทั่ง ก่อนถึงคำสั่ง </body> เราจะเรียกทั้งหมดนี้ว่า body ของเว็บครับ ซึ่งใช้เป็นส่วนแสดงผลข้อความรูปภาพ และอื่นๆออกมาทางหน้า web browser ให้เราเห็นนั่นเอง

ข้อกำหนดหลักที่ควรปฏิบัติตามเป็นอย่างยิ่งคือ เปิด syntag อะไรแล้วต้องปิดด้วยเสมอ สังเกตได้ เช่น

1<title>เว็บทดสอบ</title>

เป็นการเปิดด้วย syntag title และปิดด้วย title ครับ เป็นของคู่กันเสมอ แล้วต้องปิดจาก syntag ย่อยไปหาใหญ่ เช่น

1  <head>     <title>เว็บทดสอบ</title>   </head>

 

จะเห็นว่าที่ย่อยกว่าคือ title ก็ต้องปิดให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยปิด head อีกที โดยเราจะเห็นได้ชัดเลยว่า title เป็นส่วนย่อยของ head อีกที เพราะว่ามี head คลุมหัวท้ายอยู่นั่นเอง

ถ้าได้อ่าน แล้วลองทำ ก็จะเข้าใจอย่างไม่ยาก ถ้ายังไม่เข้าใจก็ลองอ่านทบทวนดูครับเพราะว่านี้คือเรื่องที่พื้นฐานที่สุดสำหรับการทำเว็บด้วยตัวเองแล้ว และความรู้พื้นฐานนี้ก็สำคัญสำหรับคนทำเว็บด้วยครับ

 ที่มา : http://web.meewebfree.com

 

 
วิธีทำให้เว็บใน localhost มี URL เหมือน Online
คนที่ได้เคยลองทำเว็บในเครื่องตัวเองมานาน จะพบความลำบาก หรือความขัดใจเรื่องนึงนั่นก็คือเรื่องของ url ที่ใช้ในเครื่องกับเวลาที่เอาขึ้นไปรันจริงบนเว็บนั้นจะแตกต่างกันเสมอ และมักจะส่งผลให้การทำงานผิดพลาดได้ เช่นตอนทดสอบในเครื่องเว็บชื่อ http://localhost/a แต่เว็บจริงเป็น http://www.abc.com ดังนั้นในหลายครั้ง เราลืมแก้ไฟล์ก่อน Upload เราก็เลย upload เว็บที่มี url เป็น http://localhost/a ขึ้นไปเฉยเลย หรือบางคนก็แก้ไขด้วยการ ตั้งเป็นตัวแปรใส่ไว้ในไฟล์สักไฟล์นึงแล้วแก้ไขไฟล์นี้แค่ไฟล์เดียวพอ แต่บางครั้งก็ลืมอยู่ดี หรือว่าก็ต้องคอยแก้ไขกลับไปกลับมาตอน upload

บทความนี้จึงจะเสนอวิธีการตั้งค่าเว็บให้การทดสอบเว็บในเครื่อง เหมือนเป็นชื่อเว็บที่ใช้บน host จริงๆเลย เวลาทดสอบจะได้ไม่ต้องคอยแก้ไขไฟล์ไปมา เป็นเรื่องที่น่าจุกจิกกวนใจ (แต่อาศัยแก้ไขไฟล์ host จุดเดียวเท่านั้นทุกค่าพร้อมใช้ไม่ต้องยุ่งกับโค้ดใดๆ)
เพื่อให้เป็นการเข้าใจตรงกันผมจะกำหนดค่าต่างๆดังนี้ครับ
1.ผมต้องการทำเว็บบนโดเมนจริงที่ชื่อว่า www.beelocal.com สมมุติว่าจะจดโดเมนทำเว็บในชื่อนี้เลย
2.เว็บที่เก็บในเครื่องตัวเองตอนนี้เก็บไฟล์เอาไว้ที่ C:/wamp/www/bee จริงๆมันจะอยู่ที่ไหน แฟ้มเป็นชื่ออะไรก็ได้ครับ เพราะเดี๋ยวการตั้งค่าเราจะกำหนดลงไปได้

เริ่มต้นจากท่านต้องเตรียมดังต่อไปนี้ครับ
1.มีเว็บอยู่ในเครื่อง
2.ติดตั้ง wamp แล้วเรียบร้อยใช้งานได้ เพราะว่าการตั้งค่าจุดนี้ จะเป็นการตั้งค่าสำหรับผู้ที่ใช้ wamp ครับ
3.ใช้ windows โดยต้องมีสิทธ์การแก้ไขไฟล์ใน C:/windows ด้วยนะครับ

ขั้นตอนทั้งหมดไม่ยากเลยมีดังนี้
1.เปิดให้มองเห็น hidden file ในเครื่อง
2.ตั้งค่าชื่อโดเมนในไฟล์ hosts
3.ตั้งค่า virtual host ของ wamp
4.restart apache

แค่ 4 ขั้นเท่านี้ เราก็จะสามารถใช้งานเว็บในเครื่องเราเองได้เหมือนการทำบน server จริงได้แล้วครับ
โดยถ้าอธิบายโดยละเอียด ก็จะมีดังนี้ครับ
1.เปิดให้มองเห็น hidden file ในเครื่อง อ่านวิธีทำให้มองเห็น hidden file ในเครื่อง เนื่องจากไฟล์ hosts มันเป็น Hidden file ครับในบางเครื่อง เราเลยต้องเปิดให้มองเห็นเพื่อที่จะได้แก้ไขได้ตรงกัน
-- วิธีทำก็คือ เปิด my computer หรือว่า หน้าต่างไหนก็ได้ครับ my document ก็ได้ แล้วด้านบน กดที่ Tools>Folder options >> (tab) view >> ติ้ก host hidden files and folders และเอาติ้กหน้า Hide protected operating system files ออก แล้ว OK

2. ตั้งค่าชื่อโดเมนในไฟล์ hosts ให้ชี้โดเมน beelocal.com ทำได้ดังนี้
--เปิดไฟล์ hosts ซึ่งเป็บอยู่ที่ C:\\WINDOWS\\system32\\drivers\\etc ถ้าใครมองไม่เห็นไฟล์ hosts ในแฟ้มนี้ให้ทำข้อ 1 ก่อนครับ
คลิกขวาเปิดด้วย notepad ก็ได้
แล้วที่บรรทัดล่างสุดขึ้นบรรทัดใหม่ เติมไปว่า
127.0.0.1 beelocal.com
127.0.0.1 www.beelocal.com

อย่าลืมนะครับ beelocal.com คือโดเมนที่ผมต้องการ และเราจะใส่ทั้งแบบมี www และไม่มี www ครับ ให้ชี้กลับเข้ามาที่เครื่องตัวเองคือ 127.0.0.1

3.ตั้งค่า virtual host wamp เพื่อให้รับโดเมนที่ชี้เข้ามา
-- ก่อนอื่นเปิดใช้ vhost ก่อน โดยให้เปิดไฟล์ httpd.conf ซึ่งเก็บใน C:\\wamp\\bin\\apache\\Apache2.2.11\\conf (ถ้าท่านใช้ wamp เวอร์ชั่นไม่ตรงกับผม ค่าตรง Apache2.2.11 อาจจะเปลี่ยนได้นะครับ ก็ให้เปิดตามที่ท่านมีอยู่)
แล้วค้น
# Virtual hosts
#Include conf/extra/httpd-vhosts.conf
ให้แก้ไขเป็น
# Virtual hosts
Include conf/extra/httpd-vhosts.conf

จากนั้น เปิดไฟล์ httpd-vhosts.conf ซึ่งอยู่ใน C:\\wamp\\bin\\apache\\Apache2.2.11\\conf\\extra (ถ้าท่านใช้ wamp เวอร์ชั่นไม่ตรงกับผม ค่าตรง Apache2.2.11 อาจจะเปลี่ยนได้นะครับ ก็ให้เปิดตามที่ท่านมีอยู่)

ให้เติม
<VirtualHost *:80>
ServerAdmin This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it
DocumentRoot "C:/wamp/www/bee"
ServerName beelocal.com
ServerAlias www.beelocal.com
</VirtualHost>

เอาไว้ที่ด้านล่างสุดของไฟล์ และอย่าลืมนะครับว่าเครื่องผมเก็บเว็บเอาไว้ที่นี่เลยต้งมาชี้ที่นี่ครับ

จากนั้น restart wamp 1 ที (จริงๆรีแค่ apache ก็พอแล้ว)

เมื่อเราทำเสร็จก็จะได้โดเมนในเครื่องตัวเองทันที ทดสอบด้วยการเปิดเว็บ www.beelocal.com นั่นล่ะครับ ถ้าเจอหน้าเว็บที่มีอยู่ถึงจะถูก ถ้าเจอหน้า local ให้ตรวจสอบตั้งแต่ข้อ 3 ครับ

และก็มีคำถามมาว่า เมื่อเราต้องการจะเปิดเว็บจริงๆ เราจะทำอย่างไร เพราะว่าตอนนี้มันชี้เข้าเครื่องเราเอง ก็ทำง่ายๆด้วยการลบบรรทัดที่เราตั้งค่าออกจาก hosts (ที่เราทำข้อที่ 2 ) และ save รอประมาณ 5 นาทีเปิดเว็บอีกครั้งมันก็เป็นเว็บที่อยู่บน server จริงๆแล้วครับ ง่ายๆเท่านี้เอง

อาจจะดูทำยุ่งยาก แต่ใช้แล้วมันสะดวกมากครับ
ที่มา : http://web.meewebfree.com
 
sub domain เรื่องเล็กๆแต่ยิ่งใหญ่
sub domain คืออะไร sub domain คือโดเมนย่อยของโดเมนหลัก เช่น meewebfree.com อย่างนี้คือโดเมน แต่ share.meewebfree.com อย่างนี้คือ sub domain โดยชื่อ sub domain คือ share นั่นเอง

หลายเว็บใหญ่ๆ ได้แตกส่วนย่อยของเว็บตัวเองออกมาเป็นส่วนส่วนย่อยๆ อาจจะเนื่องด้วยเนื้อหา หรือเนื่องด้วยเหตุอื่นๆตามที่เจ้าของเว็บตั้งใจเอาไว้ แต่จริงๆแล้วพลังของ sub domain มีค่าเทียบเท่ากับโดเมนหลักได้เลย หรือบางครั้งอาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

ดังจะเห็นได้จาก host free โดยทั่วไปที่บริการผ่านชื่อของโดเมนนั่นเอง

จริงๆแล้วเรื่อง sub domain เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ไม่รู้ว่าทราบหรือเปล่าว่าจริงๆแล้ว google.com meewebfree.com เหล่านี้คือ sub domain ? งง ไปดิ

เพราะว่า google.com meewebfree.com ต่างก็เป็น sub domain ของ top level domain นั่นคือ com ครับ เราจะมี com เป็นลำดับที่สูงสุด แล้วแตกย่อยออกมาเป็น meewebfree.com หรือ google.com

แต่เนื่องด้วยบุคคลทั่วไป ไม่สามารถไปครอบครองเป็นเจ้าของโดเมน com ได้เราทำได้เพียงเป็นเจ้าของ sub domain ของ com อีกทีก็เลยได้ชื่อมาว่าเป็น meewebfree.com mindwebhost.com ก็่ว่ากันไป ซึ่งเรานิยมเรียกโดเมนระดับนี้ว่า domain เราจะไม่เรียกว่า sub domain ของ .com

และจากคุณสมบัติที่น่าจะได้เห็นกันแล้วว่าสามารถทำ sub ลงมาเป็นชั้นๆได้
นั้นคือ com ทำ sub domain เป็น meewebfree mindwebhost หรืออื่นๆได้ และ
meewebfree.com ก็สามารถทำ sub domain ได้ share (share.meewebfree.com) thai-domain (thai-domain.mindwebhost.com)
และจริงๆแล้ว เรายังสามารถทำ sub domain ลงไปได้อีก เช่น test.share.meewebfree.com หรือลึกลงไปอีกก็ได้เช่นกัน

เพียงแต่ว่าจะไม่ค่อยมีคนนิยมทำเท่าไรเพราะว่ามันจะเป็นการแตกหน่วยย่อยจนเกินไปและชื่อมันก็ดูยาวไปซะด้วย

และโดยการทำงานของระบบโดเมน เราสามารถแยก sub domain ออกจากโดเมนหลักได้ คือเราสามารถชี้ sub domain ไปที่เครื่องอื่นที่ไม่ใช่เครื่องเดียวกับโดเมนก็ได้ โดยอาศัยคุณสมบัติของ dns นั่นเอง

และอีกเรื่องที่หลายท่านอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนเลย ก็เวลาที่เราเรียกเว็บต่างๆเช่น www.meewebfree.com ทราบหรือไม่ว่า www ทีอยู่ด้านหน้าโดเมน ก็คือ sub domain นั่นเองครับ เพียงแต่ว่าโดยทั่วไปจะเอามาใช้ให้เป็นเว็บเดียวกับโดเมนหลัก เลยดูเหมือนว่ามันคืออะไรเดียวกันไปแล้ว แต่จริงคือ sub domain นะครับ หลายท่านอาจจะไม่ทราบ

ส่วนการสร้าง sub domain นั้น โดยปกติโดเมนที่ผูกกับ hosting โดยทั่วไปเราจะสามารถสร้าง sub domain ได้ผ่าน control panel hosting

ใครว่างๆจะลองสร้างดูก็ได้ครับ

ที่มา : http://web.meewebfree.com

 
เครื่องมือช่วยตรวจสอบระบบ hosting
เครื่องมือเหล่านี้จะถูกนำเอามาใช้บ่อยเมื่อเวลาที่เว็บมีปัญหา โดยเครื่องมือบางตัวก็ติดมากับ window ของเราอยู่แล้ว แต่ว่าบางตัวก็ไม่ใช่ ต้องอาศัยเว็บที่เค้ามีบริการอยู่

บทความนี้จะพูดถึงเครื่องมือพื้นฐานทั้งหมด ที่เกี่ยวข้องและใช้ในงานตรวจสอบส่วน hosting นะครับ

1.ping
เป็นเครื่องมือที่ใช้ง่าย และใช้บ่อย โดยคำสั่งนี้มีอยู่ใน command เครื่องเราครับ การเปิด command ก็คือกด start>> run พิมพ์ว่า cmd แล้วกด enter
เมื่อเราเปิด command จอดำๆได้แล้ว เราก็พิมพ์คำสั่งว่า
  1. ping โดเมน หรือ ip
ping www.google.com� หรือเราจะเปลี่ยน www.google.com ให้เป็นหมายเลข ip ของเครื่องปลายทางที่เราจะตรวจสอบก็ได้

ผลของการ ping
ถ้า server ยังเปิดเครื่องและอยู่ในอินเตอร์เน็ต ก็จะมีการ response กลับมาเช่น

>ping 127.0.0.1

Pinging 127.0.0.1 with 32 bytes of data:

Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128
Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128
Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128
Reply from 127.0.0.1: bytes=32 time<1ms TTL=128

Ping statistics for 127.0.0.1:
Packets: Sent = 4, Received = 4, Lost = 0 (0% loss),
Approximate round trip times in milli-seconds:
Minimum = 0ms, Maximum = 0ms, Average = 0ms

นี่คือตัวอย่างนึงครับ เราจะเห็นว่ามีบรรทัด reply ตอบกลับมาอยู่เรื่อยๆ โดยค่าของ time ยิ่งน้อยท่าไรยิ่งดี เพราะว่าหมายความว่าในการส่งข้อมูลไปติดต่อจนมีการตอบกลับมานั้นใช้เวลาน้อยมาก ส่วนช่วงล่างเป็นการสรุปผลการ ping เท่านั้น

สำหรับคำสั่งนี้คือแบบเดิมๆ ที่ในความเป็นจริงเราสามารถเติม option ให้คำสั่งเพื่อเพิ่มรูปแบบการทำงานให้มากขึ้นได้อีก
เช่น
ping domain -t หรือเติม -t ต่อท้ายจากคำสั่งปกติ จะเป็นการ ping อย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ถ้าเราจะให้หยุดเมื่อไรก็กด ctrl+c

ping บอกอะไรเราได้บ้าง
ในการตรวจสอบเบื้องต้นเราก็มักจะทดสอบด้วยการ ping ก่อนเสมอ ถ้าผลการ Ping ไม่มี reply กลับมาเลย แปลว่าเครื่องเราติดต่อเครื่องปลายทางไม่ได้ ให้ลองปิงหลายๆเว็บหลายๆที่ทั้งเว็บไทยและต่างประเทศว่าเว็บอื่นปกติดีทุกที่หรือเปล่า หรือลอง ping ip เครื่องข้างๆก็ได้

ถ้าผลที่ได้คือบางเว็บที่เคยเข้าก็ Ping ได้บ้างไม่ได้บ้างตามแต่ละเว็บ แบบนี้เราน่าจะเข้าใจได้ว่า Internet ที่เราใช้มีปัญหาอยู่ครับ

แต่ถ้า ผล ping มีการ reply ปกติ คือไม่มี Packet ไหนตกหล่นเลยก็แปลว่าเครื่องปลายทางยังเปิดเครื่องอยู่ และเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเอาไว้ด้วยตามปกติ เราสรุปได้แค่นี้ครับ

การปิงยังไม่สามารถสรุปได้ว่า web service จะทำงานปกติหรือเปล่า เรารู้แต่ว่าเครื่องปลายทางยังอยู่ดีไหมและอินเตอร์เน็ตเรายังเชื่อมต่อโลกภายนอกอย่างปกติหรือเปล่าเท่านั้น

บางที่ hostingสามารถตั้งค่าให้ปิด ping ได้นะครับ อันนี้คือตัว hosting ทำงานปกติทุกอย่าง เครื่องเปิดและ Online แต่ว่าเรา ping ไม่เจออันนี้ก็มีนะครับ เพราะว่าสามารถตั้งค่าไม่ให้ตอบสนองต่อการ Ping ได้ครับ

2.traceroute
มีใน command เช่นกันครับแต่ใน windows จะใช้ tracert รูปแบบคำสั่งคือ
  1. tracert domainปลายทาง หรือ ip ปลายทาง
การ trace จะเป็นการตรจสอบเส้นทางอินเตอร์เน็ตที่เราใช้งาน ว่าจากเครื่องเราไปจนถึงปลายทาง ผ่าน gateway หรือส่วนเชื่อมต่อใหญ่ๆไปกี่จุด ที่ไหนบ้างกว่าจะไปถึงปลายทาง ซึ่งการ� traceroute นี้จะไล่เรียงมาทีละบรรทัดเริ่มจากครื่องเราออกไปisp ของเราออกไป gateway ต่างๆ ไล่ไปจนถึงปลายทาง� โดยบรรทัดสุดท้ายจะต้องเป็นปลายทาง

หากการ traceroute ไปตกหายหลางทาง คือช่วงที่เริ่มมี * จากการ traceroute ยาวต่อไปเรื่อยๆจนไม่มีทีท่าว่าจะจบ นั่นแสดงได้ว่าส่วนการเชื่อมต่อช่วงนั้นน่าจะเกิดปัญหาแล้ว เพราะว่าไม่สามารถเชื่อมต่อไปยังส่วนต่อๆไปได้ ทำให้การรับส่งข้อมูลกันไม่สำเร็จ อาจจะเป็นที่มาของเว็บเปิดไม่ได้
แต่อย่างไรก็ดีผลที่ได้จกการ traceroute นี้ ถ้ามีบางช่วงที่แสดงเป็น * แต่ว่าสรุปสุดท้ายยังไปถึงปลายทางได้ นั่นก็แปลได้ว่ายังปกตินะครับเพราะว่าบางส่วนของ network สามารถปิดบังตัวเองไม่แสดงข้อมูลได้ แต่ว่ายังทำงานทุกอย่างตามปกติครับ

ผลที่ได้จากการ traceroute จะบอกได้ชัดขึ้นอีกว่าการเชื่อมต่อตั้งแต่เครื่องของเรายาวไปจนถึงปลายทางนั้นมีการติดขัดหรือว่าเกิดปัญหาขึ้นที่ส่วนไหนหรือเปล่า
เพราะว่าถ้าบางส่วนของเครือข่ายมีปัญหาก็อาจจะทำให้การเปิดเว็บติดขัดเปิดติดบ้างไม่ติดบ้างได้ครับ

3.proxy
อันนี้จะเอาไว้ confirm ผลอีกรอบครับ จริงๆ Proxy มีสองแบบ ก็คือ proxy gateway หรือ webbase proxy ครับ
proxy gateway คือการที่เราชี้ให้เครื่องเราเอา proxyตัวนั้นๆเป็นช่องทางแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างเรากับ internet ครับ เช่น ปลายทาง block เครื่องเราเอาไว้ เราก็ใช้ Proxy gateway ของที่อื่น เวลาเปิดเว็บ ปลายทางจะมองเครื่องเราไม่เห็น เห็นแต่ proxy ที่เราใช้เท่านั้น

webbase proxy คือproxy ที่มีหน้าเว็บให้เราเข้าใช้ เราเพียงแต่เปิดเว็บขึ้นมาแล้วพิมพ์ url ที่เราต้องการเปิดลงไปเท่านี้ เราก็จะเปิดหน้าเว็บไหนก็ได้ โดยปลายทางก็จะมองเห็นแต่เครื่อง proxy เช่นกัน

หลายครั้งเว็บจะเปิดจากเครื่องเราไม่ได้ แต่ถ้าเปิดจาก Proxyได้ ก็มั่นใจได้เลยว่า ไม่เครื่องเราก็อินเตอร์เน็ตของเรานั่นแหล่ะ ที่มีปัญหาแล้ว การแก้ไขคงได้แค่รออีกวันสองวันหรืออาจจะน้อยกว่านั้น ถ้ายังไม่ปกติคงถึงคราวแจ้งผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตของเราแล้ว (ไม่ใช่ผู้ให้บริการ hosting นะครับ)



เหล่านี้คือเครื่องมือหลักๆที่ user ทั่วไปสามารถใช้ตรวจสอบได้ ซึ่งปกติจะไม่ใช้อย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อหาสาเหตุและสรุปผล แต่ว่ามักจะใช้ผสมกันทังหมด เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดที่สุดก่อนการสรุปผลในครั้งนั้น
และปกติจะไม่ใช้จากเครื่องเราอย่างเดียว จะต้องใช้เครื่องมือเหล่านี้จาก internet ด้วย เพราะว่าหลายเว็บเค้าก็ใจดีทำเครื่องมือเหล่านี้ให้เราใช้ผ่านหน้าเว็บเลย

เราควรใช้งานหลายครื่องมือจากหลายเครือข่ายอินเตอร์เน็ตร่วมกันครับ แล้วผลการตรวจสอบที่ได้จะแม่นยำมากขึ้น

แต่อย่างไรก็ดีบ้างครั้งผลการตรวจสอบจากแต่ละเครื่องมืออาจจะขัดแย้งกันเองก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเจอเราจะต้องตจวจสอบส่วนของโดเมนกันต่อไปด้วยครับเพราะว่าอย่าลืมว่า hosting domain ระบบทำงานแยกกัน แต่ถ้าส่วนนึงมีปัญหามันก็จะกระทบต่อตัวเว็บได้เหมือนกัน
ที่มา : http://web.meewebfree.com
 
<< Start < Prev 1 2 3 4 5 6 7 8 9 Next > End >>

Page 3 of 9
Banner

Hosting Functions

Hosting Space
คือพื้นที่ความจุในการเก็บไฟล์เว็บไซต์ไว้บน Hosting มีหน่วยเป็น Byte
BandWidth
คือปริมาณความจุของข้อมูลที่มีการส่งเข้า-ออกจาก Hosting ดดยการเปิดเว็บหรือส่งผ่าน ftp มีหน่วยเป็น Byte
pop3 e-Mail
คือระบบ e-Mail ที่สามารถเชื่อมต่อกับ Outlook หรือโปรแกรม e-Mail ต่างๆ บนเครืองคอมพิวเตอร์ได้

Development Support

ภาษาโปรแกรมที่รองรับ
HTML,PHP, JSP, AJAX, TOMCAT, XML,+PEAR, PHPMyAdmin, CGI, Perl
ฐานข้อมูลที่รองรับ
MySQL 5.0.67

Reseller Hosting

Hosting Reseller โฮสติ้ง รีเซลเลอร์ ความเร็วสูง สำหรับผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจ Hosting ทดลองใช้งานฟรี 7 วัน รับประกันคืนเงินภายใน 30 วัน


สำหรับ webmaster
ที่ต้องมี Hosting บริการให้ลูกค้าของท่าน สามารถเริ่มต้นได้ที่นี่ พร้อมข้อเสนอดีๆ ที่ไม่มีที่ไหน
  • ทดลองใช้งานฟรี 7 วัน
  • ยังไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเริ่มต้น
  • รับฝากลูกค้าและขอโอนคืนได้
  • ไม่ต้องดูแล server

ติดตั้ง Open Source ฟรี


  
   
   
   
   
   
   And more..


ธนาคารกสิกรไทย   ธนาคารกรุงเทพ  ธนาคารกรุงไทย  ธนาคารไทยพาณิชย์  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา  ธนาคารนครหลวง